รายชื่อบริษัททัวร์ในประเทศไทย

ข้อมูลฮ่องกง-สิงคโปร์

ฮ่องกง

ข้อมูลทั่วไป สถานะ อยู่ภายใต้อธิปไตยของจีน (ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540) เข้าร่วม เอเปคในฐานะเขตศุลกากรหนึ่งของจีน ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑลกวางตุ้งของจีน ห่างจากนครกวางโจวประมาณ 130 กิโลเมตร พื้นที่ 1,092 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย เกาะฮ่องกง แหลมเกาลูน New Territories และเกาะเล็กเกาะน้อยอีก 235 เกาะ ประชากร 7.3 ล้านคน (2545) โดยร้อยละ 98 เป็นคนจีน อัตราการเติบโตของประชากร ร้อยละ 1.1 ภาษาราชการ อังกฤษและจีนกวางตุ้ง คนส่วนใหญ่เข้าใจภาษาจีนกลางได้ดี ศาสนา ส่วนใหญ่นับถือพุทธมหายาน และศาสนาอื่น ๆ

ภูมิอากาศ ลักษณะภูมิอากาศแบบกึ่งเขตร้อน แบ่งเป็น 4 ฤดู มีผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน และความชื้นค่อนข้างสูง (ประมาณร้อยละ 79) ธง ใช้ธงชาติจีนเป็นธงประจำชาติ (เนื่องจากเป็นดินแดนภายใต้อธิปไตยของจีน) และมีธงประจำฮ่องกง ซึ่งมีพื้นธงสีแดง ตรงกลางเป็นรูปดอกชงโค มีดาว 5 ดวง อยู่ที่ปลายเกสร

เงินตรา ฮ่องกงดอลลาร์ (ฮ่องกงดอลลาร์เท่ากับ 5.23 บาท)/GDP 161,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2544)/GNP 117,867 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2544) รายได้เฉลี่ยต่อหัว 24,400 ดอลลาร์สหรัฐ (ไตรมาสที่ 1 ปี 2546) ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ 112,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2545) ระบอบการปกครอง เป็นเขตบริหารพิเศษ (Special Administrative Region) ของจีน

ประวัติศาสตร์ เมื่อ พ.ศ.2385 หลังจากสงครามฝิ่นระหว่างจีนกับอังกฤษครั้งที่ 1 ฮ่องกงตกเป็นของอังกฤษตามสนธิสัญญานานกิง (Treaty of Nanking) ต่อมาในปี พ.ศ. 2403 หลังจากสงครามฝิ่นครั้งที่สอง แหลมเกาลูนตกเป็นของอังกฤษตามอนุสัญญากรุงปักกิ่ง (Beijing Convention) และภายหลังที่จีนแพ้สงครามญี่ปุ่นในปี พ.ศ.2438 ประเทศยุโรปพยายามแผ่อำนาจในจีน อังกฤษเห็นความจำเป็นที่จะต้องปกป้องอ่าวฮ่องกงและดินแดนรอบ ๆ จึงทำสัญญาเช่าเขตนิวเทอริทอรีจากจีน เมื่อ 9 มิถุนายน 2441 เป็นเวลา 99 ปี ดินแดนดังกล่าวประกอบด้วยพื้นที่เหนือแหลมเกาลูนไปจนจรดแม่น้ำเซินเจิ้น และเกาะต่าง ๆ อีก 235 เกาะ

ในเดือนกันยายน พ.ศ.2515 จีนและอังกฤษเริ่มเจรจากันถึงอนาคตของเกาะฮ่องกง ภายหลังการโอนอธิปไตยเหนือฮ่องกงจากอังกฤษไปสู่จีน ในปี พ.ศ.2540 ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2527 จีนกับอังกฤษได้ออกแถลงการณ์ร่วม (Sino-British Joint Declaration) ว่าด้วยการ ส่งมอบฮ่องกงคืนแก่จีนในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2540 และเพื่อเป็นกรอบกำหนดแนวทางบริหารฮ่องกงภายหลังปี 2540

การเมืองการปกครอง ตามแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ปัจจุบันฮ่องกงมีฐานะเป็นเขตปกครองพิเศษ Special Administrative Region (SAR) ของสาธารณรัฐประชาชนจีน (อยู่ภายใต้อธิปไตยของจีน) ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 โดยยังคงระบบสังคม เศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตของประชาชนแบบเดิมเป็นเวลา 50 ปี แนวทางดังกล่าวเรียกว่า “หนึ่งประเทศสองระบบ” (one country, two systems) และได้ระบุไว้ใน Basic Law อันเป็นกฎหมายแม่บทหรือธรรมนูญในการปกครองฮ่องกงตั้งแต่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2540 ซึ่งยืนยันเช่นเดียวกันใน Sino-British Joint Declaration คือ ให้สิทธิฮ่องกงในการปกครองตนเองในระดับสูง (high degree of autonomy) มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่น ๆ เป็นเขตศุลกากรอิสระ (Separate Customs Area) และยังคงสถานะเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศต่อไป ยกเว้นด้านการต่างประเทศ และการป้องกันประเทศที่รัฐบาลจีนจะเป็นผู้กำหนด ระบบการเมืองการปกครองแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

เศรษฐกิจการค้า ระบบเศรษฐกิจฮ่องกงมีระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม มีข้อจำกัดทางการค้าน้อยมาก เนื่องจากฮ่องกงไม่มีทรัพยากรธรรมชาตินอกจากท่าเรือน้ำลึกที่ดีเยี่ยม ดังนั้น โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สำคัญของ ฮ่องกง คือ การค้า การเงินการธนาคาร การลงทุนและการท่องเที่ยว ปัจจุบันฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะการนำเข้า-ส่งออก รวมไปถึงการ re-export สินค้าไปประเทศที่สาม และเป็นศูนย์กลางการเงินและการธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกรองจากนิวยอร์กและลอนดอน

ฮ่องกงมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมากประมาณ 10 % ต่อปี อัตราการเจริญ เติบโตของเศรษฐกิจฮ่องกงขึ้นกับเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ฮ่องกงเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก สำหรับสินค้าประเภทสิ่งทอ เครื่องประดับเทียม กระเป๋า ร่วม ดอกไม้ประดิษฐ์ ของเล่น และนาฬิกา สินค้าส่งออกจากฮ่องกงประมาณ 85% เป็นสินค้า re-export คู่ค้าสำคัญคือ สหรัฐฯ และ สหภาพยุโรป
อุตสาหกรรม ฮ่องกงมีชื่อเสียงในด้านการส่งสินค้าอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค แต่ อุตสาหกรรมเด่นของฮ่องกงกลับเป็นอุตสาหกรรมก่อสร้าง การต่อเรือ ซ่อมเรือ และอุตสาหกรรมขนาดเล็ก เช่น เครื่องประดับ อิเลคโทรนิกส์ นาฬิกา ของเล่น ประมาณร้อยละ 80 ของสินค้าอุตสาหกรรมผลิตเพื่อการส่งออก

ความสัมพันธ์ไทย-ฮ่องกง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้เยือนฮ่องกงอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 8-10 พฤษภาคม 2544 และในการหารือกับนาย Tung Chee-hwa ผู้บริหารสูงสุด ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจะเป็น gateway ของกันและกัน โดยไทยจะเป็น gateway ในการเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และฮ่องกงจะเป็น gateway สำหรับเข้าสู่จีน โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจ Pearl River Delta ในบริเวณภาคใต้ของจีน

สภาธุรกิจฮ่องกง-ไทย เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2545 ได้มีการจัดตั้งสภาธุรกิจฮ่องกง-ไทย ขึ้นที่เมืองฮ่องกง โดยเป็นการริเริ่มของสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง และนักธุรกิจชาวฮ่องกง เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านธุรกิจการค้าระหว่างไทยกับฮ่องกง ทั้งนี้ สภาธุรกิจฮ่องกง-ไทยได้รับการสนับสนุนจากทั้งนาย Tung Chee-hwa ผู้บริหารสูงสุด และ ฯพณฯ พ.ท.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการรับเป็นผู้อุปถัมภ์สภาธุรกิจฯ

แรงงานไทยในฮ่องกง คนไทยในฮ่องกงมีจำนวนประมาณ 8,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มาประกอบอาชีพแม่บ้าน

สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกและนำเข้า สินค้าส่งออก : แผงวงจรไฟฟ้า เม็ดพลาสติก เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอด เครื่องใช้ไฟฟ้า และส่วนประกอบอื่นๆ อัญมณีและเครื่องประดับ ข้าว หนัง และผลิตภัณฑ์หนังฟอกและหนังอัด และนาฬิกาและส่วนประกอบ เป็นต้น สินค้านำเข้า : เครื่องเพชร พลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผ้าผืน เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ฯ เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม สินแร่โลหะ ผลิตภัณฑ์โลหะ และผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น

** ที่มา: กองเอเชียตะวันออก3 กรมเอเชียตะวันออก โทร.02-643-5203-4 **

ถาม & ตอบ

ถาม: ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเที่ยวฮ่องกงคือเวลาใด ?
ตอบ: ฮ่องกงเป็นเมืองที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมที่สุดคือตั้งแต่กลางเดือนกันยายนจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็น ช่วงที่หนาวที่สุด (กลางเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์) อุณหภูมิอาจลดลงถึง 10o C (50o F) ช่วงที่อากาศอุ่นที่สุด (ปลายเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนกันยายน) อุณหภูมิจะเฉลี่ยอยู่ที่ 28o C แต่อาจจะสูงถึง 33o C (91o F) ได้

ถาม: จำเป็นต้องขอวีซ่าเข้าฮ่องกงหรือไม่?
ตอบ: นักท่องเที่ยวจากหลายประเทศสามารถเข้าฮ่องกงได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าและพักอยู่ได้ตั้งแต่ 7 วัน ถึง 6 เดือน ขึ้นอยู่กับสัญชาติ โปรดตรวจสอบกับสถานทูตหรือสถานกงสุลจีนสำหรับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ

ถาม: ควรฉีดวัคซีนใดไปก่อน ?
ตอบ: ตามปกติฮ่องกงไม่ได้กำหนดให้ต้องฉีดวัคซีนก่อนเข้าเมือง อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบกับสายการบินเมื่อจองตั๋ว เนื่องจากระเบียบด้านสุขอนามัยอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ถาม: ควรพักย่านใดมากที่สุด ?
ตอบ: ฮ่องกงเป็นเมืองเล็ก ดังนั้นนักท่องเที่ยวจะอยู่ไม่ไกลจากย่านช้อปปิ้งและสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ อีกทั้งฮ่องกงยังมีระบบการขนส่งที่ดีเยี่ยม นักท่องเที่ยวจึงสามารถเดินทางได้สะดวก ไม่ว่าจะพักอยู่ที่ใด โรงแรมส่วนใหญ่จะอยู่ใจกลางเมือง ทั้งในย่านเซ็นทรัล วันไช และคอสเวย์เบย์บนเกาะฮ่องกง และย่านจิมซาโจ่ยและจิมซ่าโจ่ยอีสต์ในเกาลูน นอกจากนี้ยังมีโรงแรมสไตล์รีสอร์ตในเขตนิวเทอริทอรี่ส์ ที่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อการพักผ่อนสบาย ๆ เริ่มเปิดให้บริการมากขึ้น

ถาม: ระบบขนส่งมวลชนของฮ่องกงมีบริการทั่วเมืองหรือไม่
ตอบ: ฮ่องกงมีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพสูงและใช้บริการได้สะดวก มีทั้งรถประจำทาง เรือเฟอร์รี่ หรือรถไฟ ให้บริการด้วยอัตราค่าโดยสารที่ไม่แพง ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของฮ่องกง และมีป้ายบอกเป็นภาษาอังกฤษและจีน

ถาม: ควรจะจ่ายค่าทิปอย่างไร ?
ตอบ: ภัตตาคารส่วนใหญ่จะคิดค่าธรรมเนียมการบริการ 10% แต่บริกรมักคาดว่าจะได้เงินทอนที่เหลือเป็นค่าทิป ภัตตาคารที่ไม่ได้บวกค่าธรรมเนียมการบริการนั้นคาดว่าจะได้เงินทิป 10% อย่างไรก็ตาม การให้ทิปนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนักท่องเที่ยว ทั้งพนักงานขนกระเป๋า คนเฝ้าประตู คนดูแลห้องน้ำและคนขับแท็กซี่จะยินดีหากได้รับเงินทิปเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเงินทอนที่เหลือ

ถาม: สามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนตัวในฮ่องกงได้หรือไม่ ?
ตอบ: ฮ่องกงใช้ไฟ 220 โวลต์ (เช่นเดียวกับไทย) หากใช้อุปกรณ์ที่ใช้ไฟ 100 โวลต์ อาจต้องใช้หม้อแปลง โรงแรมส่วนใหญ่จะมีไดร์เป่าผมและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ ให้

ถาม: ฮ่องกงเป็นเมืองที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวหรือไม่ ?
ตอบ: แน่นอน ฮ่องกงเป็นหนึ่งในเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในโลก แม้กระทั่งยามค่ำคืน จึงสามารถจะเดินไปไหนมาไหนได้อย่างมั่นใจ
 
ถาม: ฮ่องกงใช้ภาษาอังกฤษอย่างกว้างขวางหรือไม่ ?
ตอบ: ฮ่องกงพูดภาษาอังกฤษกันแพร่หลายมาก จะไม่มีปัญหาในการสื่อสารกับชาวฮ่องกงในโรงแรมหรือภัตตาคารและแม้แต่แท็กซี่ printTBN("Top");

จัดกระเป๋าเดินทาง

เสื้อผ้า ด้วยสภาพอากาศกึ่งเขตร้อนของฮ่องกง คุณจึงไม่จำเป็นต้องเตรียมเสื้อผ้าสำหรับอากาศหนาวไปตลอดปี เสื้อผ้าฝ้ายสวมใส่สบายเหมาะสมกับการเที่ยวที่สุด ยกเว้นช่วงกลางเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ เมื่อปรอทอาจลดระดับลงถึง 10oC (50oF) ทว่าในช่วงฤดูร้อน ควรติดเสื้อสเวตเตอร์บางไปด้วย เนื่องจากตามภัตตาคารและโรงภาพยนตร์มักจะปรับเครื่องอากาศไว้เย็นจัด ฝนอาจตกในช่วงฤดูฝน (ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน) ดังนั้น จึงควรพกเสื้อกันฝนไปด้วยในช่วงนี้

แน่นอนว่าสิ่งที่คุณจำเป็นต้องนำติดตัวไปนั้นขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่คุณจะทำให้นครแห่งชีวิต ขอแนะนำให้เตรียมชุดว่ายน้ำสำหรับการเที่ยวชายหาด รองเท้าส้นเตี้ยสำหรับการเดินเที่ยว และชุดลำลองสำหรับการดินเนอร์ ควรสวมสูทอย่างเป็นทางการเมื่อติดต่อธุรกิจ สำหรับผู้ที่เตรียมออกตระเวณช้อปปิ้งมอลล์ของเหล่าดีไซน์เนอร์และตลาดกลางคืนอันมีสีสัน ขอแนะนำให้เหลือที่ว่างในกระเป๋าไว้มาก ๆ เนื่องจากฮ่องกงนั้นขึ้นชื่อว่าสวรรค์ของนักช้อปโดยแท้
สภาพอากาศ

ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูใบไม้ผลิ (เดือนมีนาคมถึงกลางพฤษภาคม)
อุณหภูมิและความชื้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในฤดูใบไม้ผลิ ตอนเย็นอากาศอาจจะเย็นลง แต่เสื้อแจ็คเก็ตบาง ๆ ก็เพียงพอแล้ว อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 18oC-27oC (64oF-80oF) ความชื้นประมาณ 82 %

ฤดูร้อน (ปลายเดือนพฤษภาคมถึงกลางกันยายน)
อากาศร้อนและชื้นด้วยอุณหภูมิตั้งแต่ 26oC-33oC (78oF-91oF) และความชื้นเกือบ 86% เสื้อแขนสั้นและผ้าฝ้ายเหมาะสมที่สุด พร้อมด้วยเสื้อสเวตเตอร์บาง ๆ สำหรับสวมเมื่ออยู่ในอาคาร เช่น ตามภัตตาคารต่าง ๆ ซึ่งมักจะเปิดเครื่องปรับอากาศค่อนข้างเย็น ร่มหรือหมวกก็ช่วยกันแดดได้ดี
ฤดูร้อน

ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูใบไม้ร่วง (ปลายเดือนกันยายนถึงต้นธันวาคม)
อากาศสดใสและปลอดโปร่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เสื้อแขนสั้นและแจ็คเก็ตบาง ๆ เหมาะสมที่สุดในฤดูกาลนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 18oC-28oC (64oF-82oF) ความชื้นที่ 72%

ฤดูหนาว (กลางเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์)
ฤดูหนาวมีระดับความชื้นต่ำที่ 72% ถึงแม้ว่าอุณหภูมิจะอยู่ที่ตั้งแต่ 14oC-20oC (57oF-68oF) ปรอทสามารถลดลงได้จนถึง 10oC (50oF) อากาศหนาวเย็นจัดในบางโอกาสทำให้เสื้อขนสัตว์และโอเวอร์โค้ตเป็นสิ่งจำเป็นในฤดูนี้
ฤดูหนาว

สัญญาณบอกสภาพอากาศ
บางครั้งฮ่องกงอาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศรุนแรงบ้าง รัฐบาลได้จัดระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพและไม่ซับซ้อนขึ้น มีสัญญาณเตือนระดับพายุไซโคลนเขตร้อน 5 ระดับ (ระดับ 1,3,8,9 และ 10 โดยระดับ 10 มีความรุนแรงที่สุด) อย่างไรก็ตาม พายุไต้ฝุ่นแทบจะไม่เคยพัดผ่านฮ่องกงตรง ๆ นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณเตือนสภาพพายุฝนอีก 3 ระดับ (สีน้ำตาลเหลือง สีแดง และสีดำ โดยสีดำถือว่ารุนแรงที่สุด) หากสัญญาณเตือนพายุไต้ฝุ่นอยู่ที่ระดับ 8 หรือสูงกว่า และ/หรือสัญญาณฝนเป็นสีดำ ขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวอยู่ในโรงแรมที่พัก

สำหรับข้อมูลสภาพอากาศล่าสุด โปรดคลิกที่เว็บไซต์ Hong Kong Observatory

ระเบียบการเข้าเมือง

หนังสือเดินทาง นักท่องเที่ยวมาเยือนฮ่องกงต้องถือหนังสือเดินทางที่ถูกต้อง หนังสือเดินทางควรมีอายุใช้งานอย่างน้อย 1 เดือน หลังจากกำหนดวันเดินทางออกจากฮ่องกง สำหรับบางสัญชาติ เงื่อนไขนี้อาจขยายจนถึง 6 เดือน นักท่องเที่ยวหลายสัญชาติจากหลายประเทศไม่ต้องขอวีซ่าตั้งแต่ 7 วัน ถึง 180 วัน ขึ้นอยู่กับสัญชาติ ควรตรวจสอบกับสถานทูตหรือสถานกงสุลจีนเพื่อทราบระเบียบล่าสุด หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระเบียบการขอวีซ่า โปรดดูข้อมูลเกี่ยวกับระเบียบการเข้าเมือง Visit Visa/ Entry Permit Requirements โดยคลิก ที่นี่.

สนามบิน ปัจจุบัน การเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจในฮ่องกงบ่อย ๆ สะดวกยิ่งขึ้นหากใช้บัตรเดินทาง (Travel Pass) ของเขตการปกครองพิเศษฮ่องกง (HKSAR) สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรเดินทาง โปรดเปิด เว็บไซต์ของกระทรวงตรวจคนเข้าเมือง หากต้องการใบสมัคร โปรดคลิก ที่นี่.

สามารถขอวีซ่าเข้าจีนแผ่นดินใหญ่ได้ในฮ่องกง โดยเตรียมรูปถ่าย 1 รูปและตามปกติจะใช้เวลา 3 วันทำการในการดำเนินการ สามารถขอวีซ่าได้ที่สำนักงานวีซ่าของสาธารณรัฐประชาขนจีน สำนักงานคณะกรรมการของกระทรวงการต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีนในฮ่องกง บริษัท ไชน่า เทรเวล เซอร์วิส (HK) จำกัด หรือบริษัท ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล เทรเวล เซอร์วิส HK จำกัด



ข้อมูลสนามบิน

สนามบินนานาชาติฮ่องกง
นักท่องเที่ยวที่มาเยือนฮ่องกงจะได้รับการรับการบริการจากสนามบินที่ทันสมัยที่สุดและใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง สนามบินนานาชาติฮ่องกงอยู่ที่เช็คแลปก๊ก บนเกาะลันเตา เปรียบเสมือนประตูใหญ่สู่เอเชีย

สนามบินนานาชาติฮ่องกง

ทางเลือกในการคมนาคมขนส่งมีหลากหลายเพียบพร้อมสำหรับผู้ที่เดินทางระหว่างสนามบินนานาชาติฮ่องกงกับเกาะฮ่องกง เกาลูน นิวเทอร์ริทอรี่ส์ และเกาะลันเตา ทั้งบริการรถไฟ รถประจำทาง เรือเฟอร์รี่ และแท็กซี่

บริการรถไฟด่วนสายสนามบิน (Airport Express-AEL) ดำเนินการโดยบริษัทเอ็มทีอาร์ คอร์ปอเรชั่น รองรับผู้โดยสารที่จะเดินทางไปยังสถานีฮ่องกง ในเขตเซ็นทรัล ผ่านสถานีซิงยี่ และเกาลูน ภายในเวลา 23 นาที ค่าโดยสารเที่ยวเดียวจากสนามบินไปยังเกาะฮ่องกงราคา 100 HK$ รถไฟจะวิ่งทุก ๆ 10 นาที ตั้งแต่เวลา 5.50 น. – 1.00 น. ทุกวัน และมีบริการรถรับ-ส่งฟรีไปยังโรงแรมต่าง ๆ สำหรับผู้ใช้บริการ AEL

มีบริการรถประจำทางแฟรนไชส์กว่า 30 สาย ที่ให้บริการจากสนามบิน รวมทั้งบริการรถประจำทางปรับอากาศ 9 สาย ที่จะหยุดจอดน้อยกว่ารถประจำทางทั่วไป ค่าโดยสารของรถประจำทางปรับอากาศอยู่ระหว่าง 14 HK$ ถึง 45HK$ เรือเฟอร์รี่วิ่งระหว่างท่าเรือเช็ค แล็ป ก๊ก กับท่าเรือเทิน มุน ในเขตนิวเทอร์ริทอรี่ส์บริการตั้งแต่เวลา 6.00 น. – 23.00 น. ทุกวัน ส่วนแท็กซี่ไปยังทุกสถานที่ในฮ่องกงสามารถเรียกใช้บริการได้จากจุดรับ-ส่งรถแท็กซี่ เส้นทางปกติจากสนามบินถึงเขตเซ็นทรัลราคาประมาณ 330 HK$ และถึงจิมซาโจ่ยประมาณ 270 HK$

ผู้โดยสารที่อายุตั้งแต่ 12 ปี ต้องจ่ายค่าภาษีขาออกสนามบิน (Air Passthaier Departure Tax – APDT) ราคา 80 HK$ (ซึ่งปกติจะรวมอยู่กับค่าตั๋วเครื่องบิน) ผู้โดยสารที่เดินทางไปและกลับในวันเดียวกัน จะได้รับการยกเว้นการจ่ายภาษีนี้

ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2545 เป็นต้นมา มีการเรียกเก็บค่าเซอร์ชาร์จ ความปลอดภัยสนามบิน (Airport Security Surcharge – ASS) เพิ่มอีก 13 HK$ จากผู้โดยสารที่เดินทางออกจากสนามบินนานาชาติฮ่องกง เพื่อการรักษามาตรฐานความมั่นคง ปลอดภัยและบริการแก่ผู้โดยสาร ค่าบริการนี้เก็บเพิ่มจากค่าธรรมเนียมความปลอดภัย 20 HK$ ที่ปัจจุบันสายการบินต่าง ๆ เรียกเก็บจากผู้โดยสารในนามของการท่าอากาศยานฮ่องกง ดังนั้นผู้โดยสารจะต้องชำระค่าธรรมเนียมความปลอดภัยของสนามบินรวม 33 HK$

การเดินทาง

ในทางภูมิศาสตร์ ฮ่องกงมีขนาดเล็กและเป็นหนึ่งในเมืองที่มีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ราคาประหยัดและให้บริการเป็นประจำที่สุดในโลก

บัตรอ๊อคโตปุส (Octobus Stored value) สามารถใช้กับรถไฟใต้ดิน MTR ได้
เส้นทางคมนาคมที่ต่อเชื่อมกับระบบรถไฟใต้ดิน (Mass Transit Railway – MTR) และเส้นทางรถประจำทางต่าง ๆ ได้แก่เครือข่ายเส้นทางรถไฟสายเกาลูน-แคนตัน เรลเวย์ (Kowloon Canton Railway – KCR) และรถไฟสายสั้น (Light Rail – LR) รถรางและเรือเฟอร์รี่ มีแท็กซี่วิ่งพร้อมให้บริการและการเดินทางทั่วเมืองตามปกติจะรวดเร็วและสะดวกมาก อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับเมืองใหญ่อื่น ๆ ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาเร่งด่วน (8.00 น. – 10.00 น. และ 5.00 น. – 19.00 น.)
การคมนาคมขนส่งในฮ่องกง
printTBN("Next");
printTBN("Top");
ธนาคาร & สกุลเงิน

ธนาคาร
ธนาคารส่วนใหญ่เปิดทำการวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 16.30 น. และวันเสาร์ ตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 12.30 น. ปิดทำการในวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ ธนาคารและสาขาบางแห่งอาจเปิดให้บริการนานกว่านี้ บริการทางธนาคารบางประเภทอาจงด 1
ATM ชั่วโมงก่อนปิดทำการ เครื่องเบิกถอนเงินสด (ATMs) พบได้เกือบทุกที่และเครื่อง “Electronic Money” ของ HSBC ให้บริการถอนเงินสด (HK$) ตลอด 24 ชั่วโมง แก่ผู้ถือบัตรวีซ่าและมาสเตอร์การ์ด ส่วนผู้ถือบัตรอเมริกันเอ็กซ์เพรส สามารถใช้เครื่องเอทีเอ็มของ Jetco และสามารถถอนเงินสกุลท้องถิ่นและเช็คเดินทางได้ที่เครื่องเอทีเอ็ม Express Cash ในเมือง

สกุลเงิน
สกุลเงินที่ใช้ได้ตามกฎหมายคือเงินดอลลาร์ฮ่องกง (HK$) 1 ดอลลาร์มี 100 เซ็นต์ สำหรับเหรียญ 10 เซนต์ 20 เซ็นต์และ 50 เซ็นต์ ซึ่งออกโดยรัฐบาลมีสีบรอนซ์ เหรียญ 1HK$, 2 HK$, และ 5HK$ มีสีเงิน ส่วนเหรียญนิคเกิลและบรอนซ์ใช้กับเหรียญ 10 HK$ สำหรับธนบัตรที่ออกโดย HSBC และธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด มี 10 HK$, 20 HK$, 50 HK$, 100 HK$, 500 HK$ และ 1,000 HK$ ส่วนแบงก์ออฟไชน่าออกธนบัตรทุกประเภท ยกเว้น 10 HK$

นับตั้งแต่กลางปี 1980 ค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงถูกตรึงไว้ที่ 7.8 HK$ ต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐฯ และลดหลั่นกันไปกับอัตราแลกเปลี่ยนกับเงินสกุลอื่น อย่างไรก็ตาม อัตราตลาดแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐฯมีการแกว่งขึ้นลงบ้าง ธนาคารและผู้รับแลกเปลี่ยนเงินจะเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่น เช่นเดียวกับโรงแรมและห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งหลายซึ่งมีบริการแลกเปลี่ยนเงินตราให้กับลูกค้า อัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินสดและเช็คเดินทางจะแตกต่างกันไปเล็กน้อยเหมือนกับเมืองอื่น ๆ และไม่สามารถแลกเหรียญได้
การแลกเปลี่ยนเงินตรา
เหรียญ & ธนบัตร
ตามกฎหมาย ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต้องติดป้ายแสดงอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิให้ชัดเจน นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบและคำนวณค่าคอมมิชชั่นที่ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับการแลกเช็คเดินทางก่อนแลกเงิน และตามกฎหมายต้องมีใบเสร็จรับเงินออกให้ ไม่มีระเบียบใด ๆ เกี่ยวกับการถือสกุลเงินต่าง ๆ เข้าและออกจากฮ่องกง
การสื่อสาร

ฮ่องกงพัฒนาระบบการสื่อสารก้าวหน้า โทรศัพท์
ในฐานะหนึ่งในเมืองที่มีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และวิทยุติดตามตัวต่อหัวสูงที่สุดในโลก ฮ่องกงมีระบบโทรคมนาคมสื่อสารที่มีประสิทธิภาพที่สุด โทรศัพท์สาธารณะในประเทศแบบหยอดเหรียญคิดอัตรา 1HK$ ในเวลา 5 นาที

หมายเลขโทรศัพท์มีประโยชน์ ได้แก่

บริการค้นเลขหมายโทรศัพท์: 1081
เวลา: 18501
สภาพอากาศ: 187 8066
บริการโทรศัพท์เก็บเงินปลายทาง: 10010
บริการโทรศัพท์ทางไกล IDD และการ์ดโฟน : 10013
บริการฉุกเฉิน (ตำรวจ อัคคีภัย รถพยาบาล) : 999
บริการสายด่วน RTHK (ข่าวด่วน) +852 2272 000
สายด่วนบริการนักท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวฮ่องกง : + 852 2508 1234

ไปรษณีย์
บริการไปรษณีย์ในฮ่องกงราคาไม่แพงและเชื่อถือได้ สำนักงานไปรษณีย์กลางอยู่บนเกาะฮ่องกง ติดกับท่าเรือสตาร์เฟอร์รี่ และที่เลขที่ 10 ถนนมิดเดิ้ลโรด จิมซาโจ่ย ในเขตเกาลูน โทร:. +852 2911 2222

สื่อ
หนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษท้องถิ่น 2 ฉบับ ได้แก่เซาธ์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ และฮ่องกง ไอเมล รวมทั้งหนังสือพิมพ์รายวันภาษาจีนอีกหลายฉบับมีให้บริการตามโรงแรม ร้านหนังสือและแผงขายหนังสือหลายแห่ง สถานีโทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษมี 2 สถานี บริการเคเบิลทีวีและดาวเทียมมีให้บริการตามโรงแรมส่วนใหญ่ และสถานีวิทยุ 13 สถานี ออกอากาศรายการทุกประเภทตั้งแต่ดนตรีป๊อปกวางตุ้งจนถึงรายการข่าวภาคภาษาอังกฤษ

บริการทางการแพทย์
บริการทางการแพทย์ของฮ่องกงอยู่ในอันดับที่ดีที่สุดของโลก โปรดสอบถามกับเจ้าหน้าที่ของโรงแรมหรือติดต่อหน่วยงานด้านการแพทย์ที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

คาริทาส เมดิคอล เซ็นเตอร์ เลขที่ 111 ถนนวิงฮุงสตรีท แชมฉุ่ยโป เกาลูน
โทร: +852 27467911

โรงพยาบาลปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์ เลขที่ 30-32 ถนนงานชิงสตรีท ชาทิน เขตนิวเทอร์ริทอรี่ส์
โทร: +852 29901111

โรงพยาบาลควีน แมรี่ เลขที่ 102 ป๊กฟูลัม ฮ่องกง
โทร: +852 28553111

โรงเจิงกวานโอ เลขที่ 2 ตรอกโปหนิง ฮังเฮา เจิงกวานโอ
โทร: +852 22080111

โรงพยาบาลยานไช เลขที่ 7-11 ถนนยานไชสตรีท เจินวาน เขตนิวเทอร์ริทอรี่ส์
โทร: +852 24178383

เวลาทำการ

ร้านค้าเปิดตอนกลางวัน ปกติเวลาทำการของภาคธุรกิจในวันธรรมดาตั้งแต่ 9.00 น. – 17.00 น. และวันเสาร์เวลา 9.00 น. – 11.00น. ธนาคารใหญ่ ๆ จะเปิดให้บริการวันธรรมดาเวลา 9.00 น. – 16.30 น. และวันเสาร์ 9.00 น. –12. 30 น. ปิดทำการวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ
ภาษาอังกฤษและจีนเป็นภาษาราชการ ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดทุกวัน โดยปกติร้านค้าจะเปิดตั้งแต่เวลา 10.00 น. –19.00 น. แต่อาจมีการยกเว้นบ้าง ร้านในย่านค้าปลีกที่จอแจกเช่นคอสเวย์เบย์และจิมซาโจ่ยจะเปิดบริการถึงดึกกว่านี้ บางแห่งอาจถึง 21.30 น. ส่วนร้านในเขตเซ็นทรัล มักจะปิดประตูประมาณ 19.00 น.
สถานที่เที่ยวยอดนิยม
นักท่องเที่ยวนับล้านคนเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์มหัศจรรย์ในฮ่องกงทุกปี

นักท่องเที่ยวของฮ่องกงสนใจสถานที่เที่ยวทั้งทางธรรมชาติ วัฒนธรรมและที่เที่ยวในเมือง สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดในช่วง 2- 3 ปี ที่ผ่านมา ได้แก่

วิคตอเรีย พีค วิคตอเรีย พีค
จากยอดเขาเดอะ พีค นักท่องเที่ยวสามารถชมแนวตึกระฟ้าและอ่าววิคตอเรียซึ่งมีเรือเฟอร์รี่และเรือใบสวยงามแล่นไปมา ในยามราตรี ฉากที่เห็นจะเต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับตา
ตลาดนัดกลางแจ้ง
การช้อปปิ้งในตลาดเป็นประสบการณ์ที่ชวนประทับใจในนครแห่งชีวิต ขอแนะนำให้ไปเที่ยวชมตลาดเลดี้ส์มาร์เก็ตในมงก๊ก เพื่อซื้อหาสินค้าแฟชั่นราคาย่อมเยาว์ หรือตลาดนัดกลางคืนเทมเปิลสตรีท ในเขตเยามะไต๋ ที่มีสินค้าหลากหลายตั้งแต่เสื้อยืดไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า และเช่นเดียวกับการชมตลาดขายของที่ระลึก นักท่องเที่ยวจะสนุกสนานกับตลาดนกและตลาดดอกไม้ของฮ่องกง
ตลาดนัดกลางแจ้ง
โอเชี่ยนปาร์ค โอเชี่ยนปาร์ค
โอเชี่ยนปาร์คเป็นแหล่งความบันเทิงแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ทั้งพิพิธภัณฑ์ปะการัง หมีแพนด้ายักษ์ รถไฟเหาะ โลกของเด็ก และท่องโลกโบราณ พร้อมมอบความสนุกสนานให้ตลอดทั้งวัน
รีพัลส์เบย์
รีพัลส์เบย์เป็นหนึ่งในหาดทรายที่สวยงามและเดินทางไปมาสะดวกที่สุด อยู่ทางตอนใต้ของเกาะฮ่องกง
รีพัลส์เบย์
วัดซิก ซิก เหยิน หว่อง ไต ซิน วัดซิก ซิก เหยิน หว่อง ไต ซิน
วัดหว่องไตซินเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมของวัดจีนโบราณที่ตกแต่งด้วยสีสันอันวิจิตร ไม้ระแนงสีเหลืองและลวดลายแกะสลักหลากสีเสริมรับกับเสาสีแดงและหลังคาสีทองของวัดได้เป็นอย่างดี
อาร์เบอร์ดีน
อาร์เบอร์ดีนถือเป็นไฮไลท์ของการเที่ยวเกาะฮ่องกง หมู่เรือลากอวนทาสีฉูดฉาด ซึ่งใช้เป็นบ้านลอยน้ำของชาวประมงในอาร์เบอร์ดีนไปในตัว ช่วยเติมสีสันให้แก่ทิวทัศน์ของอ่าวซึ่งเนินเขารายรอบมีทั้งป่าและอาคารสูง ยังไม่รวมถึงภัตตาคารลอยน้ำอันลือชื่อของฮ่องกง
Famous Glitzy Floating Restaurant
ศูนย์ประชุมและนิทรรศการฮ่องกง ศูนย์ประชุมและนิทรรศการฮ่องกง
ศูนย์ประชุมและนิทรรศการฮ่องกง ถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของฮ่องกง ด้วยโครงสร้างหลังคาโค้งสามชั้นอันโดดเด่นและผนังกระจกขนาดใหญ่ ที่ให้ทัศนียภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ
ตลาดสแตนลีย์
ตลาดสแตนลีย์เป็นสุดยอดแห่งความรื่นรมย์ของเหล่านักช้อป ที่นี่เต็มไปด้วยแผงลอย ร้านค้า และภัตตาคารที่ตกแต่งบูรณะใหม่
ตลาดสแตนลีย์ ตลาดสแตนลีย์
printBottomjs("updated",SayDate(2004,4,2));
ขอขอบคุณการท่องเที่ยวฮ่องกงเอื้อเฟื้อข้อมูล http://www.discoverhongkong.com/thai/





สิงคโปร์



ข้อมูลทั่วไป ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 1'09'เหนือ และ 1'29'เหนือ กับเส้นแวงที่ 103'36'เหนือ และ 104'25' เหนือ หรือประมาณ 137 กิโลเมตรเหนือเส้นศูนย์สูตร พื้นที่ - ประกอบด้วยเกาะสิงคโปร์และเกาะใหญ่น้อยในบริเวณรอบ ๆ 63 เกาะ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 682.7 ตารางกิโลเมตร เกาะสิงคโปร์เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีความยาวจากทิศตะวันตกไปตะวันออกประมาณ 42 กิโลเมตร และความกว้างจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ประมาณ 23 กิโลเมตร ภูมิอากาศ - อากาศร้อนชื้นตลอดปี และมีอุณหภูมิเฉลี่ย 26.8-31 องศาเซลเซียส วันชาติ - 9 สิงหาคม (แยกตัวจากสหพันธรัฐมาเลเซีย เมื่อ 9 สิงหาคม 2508)เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน - 8 สิงหาคม 2510 ภาษา - อังกฤษ (ภาษาราชการ) มาเลย์ จีนกลาง ทมิฬ ศาสนา - พุทธ (42.5%) อิสลาม (14.9%) คริสต์ (14.6%) ฮินดู (4%)ประชากร - 4.19 ล้านคน (2546) เชื้อชาติ - ประกอบด้วยชาวจีน (76.5%) ชาวมาเลย์ (13.8%) ชาวอินเดีย (8.1%) และอื่น ๆ (1.6%) เวลา - GMT+0800 (เวลาที่สิงคโปร์เร็วกว่าเวลาในไทย 1 ชั่วโมง)

การเมืองการปกครอง พรรคการเมือง ประกอบด้วยพรรคการเมืองหลัก 3 พรรค ได้แก่ พรรค People’s Action Party (PAP) พรรค Singapore Democratic Party (SDA) และพรรค Workers’ Party (WP)
รูปแบบการปกครอง สาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว) โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข และ นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ผู้นำสำคัญทางการเมืองนายเอส อาร์ นาธาน (S. R. Nathan) ประธานาธิบดี นายลี กวน ยู (Lee Kuan Yew) รัฐมนตรีอาวุโส นายโก๊ะ จ๊ก ตง (Goh Chok Tong) นายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์ เอส จายากุมาร์ (Professor S. Jayakumar) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

สถานการณ์การเมืองในสิงคโปร์  สถานการณ์ทางการเมืองโดยทั่วไปของสิงคโปร์ยังคงมีเสถียรภาพและความมั่นคง ภายใต้การบริหารของนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ โดยพรรค People’s Action Party (PAP) เนื่องจากการบริหารประเทศของพรรคดังกล่าวมีประสิทธิภาพดียิ่งมาโดยตลอด เป็นที่พอใจของประชาชนส่วนใหญ่
         ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2544 โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง 84 คน พรรค PAP ซึ่งเป็นพรรคที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภามาตั้งแต่สิงคโปร์เป็นเอกราช ได้ที่นั่งในสภา 82 ที่นั่ง ในขณะที่พรรค Singapore Democratic Party (SDA) และพรรค Workers’ Party (WP) ได้พรรคละ 1 ที่นั่ง คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดเดิม ปัจจุบัน พรรค PAP กำลังเตรียมการถ่ายโอนอำนาจการบริหารจากผู้นำรุ่นที่สองคือนายโก๊ะ จ๊ก ตง ไปสู่ผู้นำคนต่อไป คือนายลี เซียน ลุง บุตรของนายลี กวน ยู
          เมื่อ 28 เมษายน 2546 สำนักนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้ออกประกาศเกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรีสิงคโปร์ ซึ่งมีการปรับในหลายลักษณะทั้งการเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น (4 ตำแหน่ง) การปรับตำแหน่งในระดับเท่ากันหรือลดลง (6 ตำแหน่ง) และ การพ้นจากตำแหน่ง 1 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นไปตามคำร้องขอของรัฐมนตรีเอง
          เมื่อ 17 สิงหาคม 2546 นายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้กล่าวในสุนทรพจน์วันชาติว่า จะถ่ายโอนอำนาจให้นายลี เซียน ลุง รองนายกรัฐมนตรี ในปี 2548 ซึ่งเป็นไปตามความเห็นชอบจากทั้งคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอื่น ๆ เพื่อให้นายลีมีโอกาสปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 2 ปี ก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2550 ซึ่งจะเป็นการให้โอกาสประชาชนเห็นผลงานของนายลี เซียน ลุง และสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน

สถานการณ์ความมั่นคงในสิงคโปร์  เมื่อ 9-24 ธันวาคม 2544 สำนักงานความมั่นคงภายในสิงคโปร์ได้จับกุมบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย 15 คน โดยมีผู้ที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี จำนวน 13 คน (จาก 15 คน) ซึ่งเป็นสมาชิกองค์กรลับอิสลามชื่อ “Jemaah Islamiyah” หรือ JI หรือกลุ่มชาวมุสลิมในสิงคโปร์ และเมื่อ 6 มกราคม 2545 ผู้ก่อการร้ายที่เหลือ 2 คนได้รับการปล่อยตัว โดยมีเงื่อนไขว่า ห้ามบุคคลทั้งสองติดต่อกับกลุ่มก่อการร้ายใด ๆ เป็นเวลา 2 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่ม Moro Islamic Liberation Front (MILF) เนื่องจากบุคคลทั้งสองมิได้เป็นสมาชิกกลุ่ม JI แต่เคยบริจาคเงินให้แก่กลุ่ม MILF ทั้งนี้ เป้าหมายในการก่อการร้ายของบุคคลดังกล่าว คือ ทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในสิงคโปร์
- เมื่อสิงหาคม 2545 ทางการสิงคโปร์ได้จับกุมชาวสิงคโปร์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายอีก 21 คน โดยเป็นสมาชิกกลุ่ม JI 19 คน และเป็นสมาชิกกลุ่ม MILF 2 คน
- สิงคโปร์เพิ่มมาตรการต่อต้านการก่อการร้าย อาทิ การออกพระราชบัญญัติต่อต้านการฟอกเงิน และได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ ได้แก่ Home Front Security Centre, National Security Secretariat และ Joint Counter-Terrorism Centre
- เมื่อมกราคม 2546 สิงคโปร์ได้จัดทำเอกสาร White Paper : the Jemaah Islamiyah Arrests adn the Threat of Terrorism ซึ่งบรรจุข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับการจับกุมและการสอบสวนกลุ่มบุคคลที่ถูกจับกุม 2 เมื่อธันวาคม 2544 และสิงหาคม 2545
- สิงคโปร์มีบทบาทแข็งขันในการต่อต้านการก่อการร้าย โดยเมื่อ 2 กันยายน 2546 นายโทนี่ ตัน รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และนายวอง กัน เส็ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกันแถลงเกี่ยวกับมาตรการการต่อต้านการก่อการร้ายของสิงคโปร์ โดยขอให้ผู้ประกอบการทุกแห่งเข้มงวดกับการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากสิงคโปร์ยังเป็นเป้าหมายของการก่อการร้าย ทั้งนี้ เนื่องจากสิงคโปร์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเปิดเผยและหยุดยั้งการกระทำของกลุ่ม Jemaah Islamiyah (JI) และแม้ว่ารัฐบาลสิงคโปร์จะดำเนินการอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีการดำเนินการใด ๆ ของกลุ่มก่อการร้ายในสิงคโปร์ รวมทั้งกลุ่มก่อการร้ายก็ยังคงมีจุดมุ่งหมายเดิมคือการสร้างความไม่มั่นคง ให้แก่สิงคโปร์และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

เศรษฐกิจการค้า

1. ข้อมูลเศรษฐกิจทั่วไป ระบบเศรษฐกิจ - เสรี เงินตรา - ดอลลาร์สิงคโปร์
อัตราแลกเปลี่ยน - 23.17 บาท/1 ดอลลาร์สิงคโปร์ (มกราคม 2546) - 1 ดอลลาร์สหรัฐ/1.70 ดอลลาร์สิงคโปร์ (มกราคม 2546) GDP - 90.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2545) - 24.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไตรมาสที่ 3 ของปี 2546) GDP Growth - ร้อยละ 2.2 ( 2545) - ร้อยละ 1.8 (ไตรมาสที่ 3 ของปี 2546) - ร้อยละ 3.7 (ประมาณการไตรมาสที่ 4 ของปี 2546)
อัตราเงินเฟ้อ - ร้อยละ -0.4 (2545) รายได้เฉลี่ยต่อหัว - 20,849 ดอลลาร์สหรัฐ (2545) ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ - 96,324 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ธันวาคม 2546)
2. ข้อมูลการค้า การค้าระหว่างประเทศ - มีมูลค่าการค้ารวมประมาณ 277,138.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2546) ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ - มาเลเซีย สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ไทย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ ความตกลงการค้าเสรี - สิงคโปร์ได้หาทางขยายขอบเขตด้านเศรษฐกิจการค้าให้ครอบคลุมไปยังภูมิภาคอื่นที่มีศักยภาพ โดยได้เจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement) กับประเทศต่าง ๆ โดยนอกเหนือจากนิวซีแลนด์ในปี 2543 แล้ว สิงคโปร์ได้ลงนามความตกลงกับญี่ปุ่น กลุ่มเขตการค้าเสรียุโรป (European Free Trade Association: EFTA ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ลิคเตนสไตน์ และไอซ์แลนด์) ในปี 2545 และในปี 2546 ได้ลงนามความตกลงไปแล้วกับออสเตรเลีย และสหรัฐฯ นอกจากนั้น สิงคโปร์กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงกับเม็กซิโก แคนาดา เกาหลีใต้ อินเดีย ศรีลังกา จอร์แดน และอาเซียน-จีน และแบบไตรภาคีกับนิวซีแลนด์และชิลีด้วย
3. ภาวะเศรษฐกิจของสิงคโปร์ภาวะเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปี 2546
- ในช่วงครึ่งแรกของปี 2546 สภาวะการค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์ชะลอตัวลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามอิรักและการแพร่ระบาดของโรคหวัด SARS อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจของสิงคโปร์ได้ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2546 ส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์ขยายตัวได้ในอัตราร้อยละ 9.6 ทั้งนี้ คาดว่า ในปี 2547 การค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์จะสามารถขยายตัวได้ถึงร้อยละ 8-10 และมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 3-5
- นายโทนี่ ตัน รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ให้ความเห็นว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ยังคงเปราะบางและจำเป็นจะต้องมีอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 3 ในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2547 เพื่อให้สิงคโปร์สามารถฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง และโดยที่สถานการณ์ระหว่างประเทศยังมีความไม่แน่นอน รวมทั้งสิงคโปร์ประสบกับปัญหาในการแข่งขันกับจีน อินเดีย และประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ไทยและมาเลเซีย สิงคโปร์จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสร้างสาขา การส่งออกใหม่เพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของตน นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์ให้ความเห็นว่า ในปี 2547 การค้าระหว่างประเทศของสิงคโปร์จะได้รับประโยชน์จากการ ขยายตัวทางการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งมีจีนและอินเดียเป็นตลาดนำเข้าสำคัญ
- ในโอกาสกล่าวสุนทรพจน์ National Day Rally เมื่อ 17 สิงหาคม 2546 นายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้ประกาศนโยบายการปรับลดอัตราการหักเงินสะสมใน Central Provident Fund (CPF) เพื่อเป็นการลดภาระด้านการเงินของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ตลอดจนเพื่อเพิ่มอัตราจ้างงานและขีดความสามารถในการแข่งขันของสิงคโปร์
4. สังคม
- เน้นการสร้างความสมานฉันท์ทางสังคม เนื่องจากสิงคโปร์มีลักษณะเป็นพหุสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐสิงคโปร์ สถาปนาความสัมพันธ์ - 20 กันยายน 2508 เอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์ - นายฐากูร พานิช (Mr. Thakur Panich) (เข้ารับหน้าที่เมื่อมกราคม 2546) สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำไทย - นายชัน เฮง เวง (Mr. Chen Heng Wing) (เข้ารับหน้าที่เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2545) สถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย

สถานะความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สิงคโปร์
- ไทยและสิงคโปร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันเมื่อ 20 กันยายน 2508 ความสัมพันธ์ได้ดำเนินมาอย่างราบรื่นบนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาตลอด 39 ปี และได้พัฒนาไปเป็นลักษณะ “หุ้นส่วน” ที่พร้อมจะให้ความร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เนื่องจากไทยและสิงคโปร์มีจุดแข็งและมีศักยภาพที่เอื้อประโยชน์ต่อกันเป็นอย่างดี ไทยมีทรัพยากรธรรมชาติ มีแรงงานจำนวนมาก และมีพื้นที่กว้างใหญ่ ส่วนสิงคโปร์มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีระดับสูงด้านอุตสาหกรรม ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่น้อย ซึ่งได้มีการนำจุดแข็งที่ทั้งสองฝ่ายมีมาใช้ร่วมกันจนนำ ไปสู่การส่งเสริมความสัมพันธ์และการพัฒนาร่วมกันที่ยั่งยืน
การแลกเปลี่ยนการเยือน
- ไทยและสิงคโปร์มีการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างต่อเนื่อง การเยือนของฝ่ายไทยในช่วงตั้งแต่ปี 2539 ที่สำคัญ ได้แก่ การเสด็จเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (2-4 กรกฎาคม 2542) การเสด็จเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี (12-17 เมษายน 2543 และ 22-25 มิถุนายน 2543) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีกำหนดจะเสด็จฯ เยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ระหว่าง 12-14 พฤษภาคม 2547 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (นายบรรหาร ศิลปอาชา) ระหว่าง 30 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2539 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) ระหว่าง 20-21 มีนาคม 2540 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (นายชวน หลีกภัย) ระหว่าง 17-18 ตุลาคม 2542 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) ระหว่าง 20-23 สิงหาคม 2544 การเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายประจวบ ไชยสาส์น) ระหว่าง 4-5 กุมภาพันธ์ 2540 การเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เพื่อพบหารือกับนายลี กวน ยู รัฐมนตรีอาวุโสสิงคโปร์ (2-3 สิงหาคม 2545) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เยือนสิงคโปร์เพื่อเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการประชุม CSEP ครั้งที่ 5 (27-28 พฤศจิกายน 2545) เมื่อ 12 สิงหาคม 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เดินทางไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์เกี่ยวกับแนวคิดว่าด้วยการจัดทำ Roadmap ไปสู่ประชาธิปไตยในพม่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เยือนสิงคโปร์เพื่อร่วมประชุม STEER ครั้งที่ 1 ระหว่าง 25-27 สิงหาคม 2546 และพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเยือนสิงคโปร์เพื่อหารือกับนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ (Singapore-Thailand Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 2) และร่วมพิธีเปิดสำนักงานเลขาธิการเอเปค (5-7 กันยายน 2546)
- การเยือนที่สำคัญของฝ่ายสิงคโปร์ ตั้งแต่ปี 2544 ได้แก่ การเยือนอย่างเป็นทางการของ ศ. เอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ในโอกาสเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการประชุม CSEP ครั้งที่ 4 (15-16 พฤศจิกายน 2544) การเยือนอย่างเป็นทางการของนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และคณะ (18-20 กุมภาพันธ์ 2545) การเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ (ศ. เอส จายากุมาร์) เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรียุติธรรมอาเซียน (17-18 มิถุนายน 2545) และเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือเอเชีย (18-19 มิถุนายน 2545) การเยือนอย่างเป็นทางการของพลจัตวา จอร์จ เยียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมงาน ASEAN Trade Fair และเข้าเยี่ยมคารวะนายพรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือเกี่ยวกับการประชุม STEER (13-15 ตุลาคม 2545) การเยือนของนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อร่วม Thailand-Singapore Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดภูเก็ต (10-12 มกราคม 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (นายโก๊ะ จ๊ก ตง) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ (ศ. เอส จายากุมาร์) เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียนและผู้นำอาเซียน-จีนสมัยพิเศษว่าด้วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (29 เมษายน 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการของ ศ. เอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือเอเชีย (21-22 มิถุนายน 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการของนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปค ครั้งที่ 11 (20-21 ตุลาคม 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการของ ศ. เอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ในโอกาสเป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการประชุม CSEP ครั้งที่ 6 (17-18 พฤศจิกายน 2546) การเยือนอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลของนาย ลี กวน ยู รัฐมนตรีอาวุโส ในโอกาสกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thammasart Business School International Forum 2003 ระหว่าง 14 – 17 ธันวาคม 2546 การเยือนอย่างเป็นทางการของ ผช.ศ. โฮ เป็ง คี รัฐมนตรีแห่งรัฐอาวุโส ดูแลด้านมหาดไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 4 และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ + 3 (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) ระหว่าง 7-10 มกราคม 2547 การเยือนอย่างเป็นทางการของนายโทนี่ ตัน เคง ยัม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประสานงานประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านความมั่นคงและกลาโหมสิงคโปร์ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ระหว่าง 12-16 มกราคม 2547 การเยือนอย่างเป็นทางการของนาย ลี ย็อค ซวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศคนที่ 2 เพื่อเข้าร่วมการประชุม Forum on International Support for National Reconciliation in Myanmar เมื่อ 15 ธันวาคม 2546 นายแพทย์ วิเวียน บารากริชนัน รัฐมนตรีแห่งรัฐ ดูแลด้านการพัฒนาแห่งชาติ เยือนไทยอย่างเป็นการเพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเกี่ยวกับโรคระบาดในสัตว์ปีก เมื่อ 28 มกราคม 2547 และนายเอส อาร์ นาธาน ประธานาธิบดีสิงคโปร์ มีกำหนดเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะ (State Visit) ระหว่าง 17-21 มกราคม 2548

- การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำของไทยและสิงคโปร์ เพื่อร่วม Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 1 และ 2 ได้แก่

1) Thailand-Singapore Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 1 ซึ่ง นายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และคณะ ซึ่งประกอบด้วย นายเอส จายากุมาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พลจัตวาจอร์จ เยียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม นายเยียว เชียว ตง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและข้าราชการระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินทางเยือนไทย ระหว่าง 10-12 มกราคม 2546 ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี เพื่อร่วม Thailand-Singapore Prime Ministerial Retreat ณ จังหวัดภูเก็ต โดยมีการหารือในทั้งประเด็นทวิภาคี ระดับภูมิภาค และระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และนับเป็นมิติใหม่ของการหารือ ที่ผู้นำประเทศทั้งสองร่วมระดมสมองและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นต่าง ๆ ที่อยู่ในความสนใจและเป็นข้อกังวลร่วมกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ได้พัฒนาไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนกันอย่างแท้จริง
2) Singapore-Thailand Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 2 เมื่อ 5-7 กันยายน 2546 ซึ่งนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสิงคโปร์ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วม Singapore-Thailand Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดต่อเนื่องกับ Thailand-Singapore Prime Ministerial Retreat ครั้งที่ 1 ในการเยือนสิงคโปร์ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับเชิญให้เป็นประธานในการเปิดสำนักเลขาธิการ เอเปคอย่างเป็นทางการร่วมกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ด้วย
2.2 ด้านการค้า การลงทุน และการเงิน
- ในปี 2546 ทั้งสองฝ่ายมีมูลค่าการค้ารวม 9,088.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการส่งออกของไทยไปสิงคโปร์มีมูลค่า 5,853.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้าของไทยจากสิงคโปร์มีมูลค่า 3,234.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้าสิงคโปร์ 2,618.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ - ในปี 2546 ไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 8 ของสิงคโปร์ (รองจากมาเลเซีย สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และไต้หวัน) และสิงคโปร์เป็นคู่ค้าลำดับที่ 4 ของไทย (รองจากญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป)
สินค้านำเข้าจากไทย - เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, น้ำมันสำเร็จรูป, แผงวงจรไฟฟ้า, เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ, ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน, มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า, อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอต, เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ, รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์
สินค้าส่งออกมาไทย - เคมีภัณฑ์, แผงวงจรไฟฟ้า, เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม, ผลิตภัณฑ์โลหะ, เครื่องใช้ไฟฟ้า, น้ำมันสำเร็จรูป, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, และกระดาษ กระดาษแข็ง และผลิตภัณฑ์
ด้านการลงทุน - ในปี 2546 สิงคโปร์เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับ 6 ของไทย (รองจากญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหรัฐฯ มอริเชียส และไต้หวัน) การลงทุนสุทธิคิดเป็นมูลค่า 290.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้านการธนาคาร
- ธนาคารของสิงคโปร์ได้ขยายสาขามาดำเนินธุรกรรมการเงินในไทย 4 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคาร Development Bank of Singapore (DBS), Overseas Chinese Banking Corporation (OCBC), United Overseas Bank (UOB) และ Overseas Union Bank (OUB) โดยดำเนินการภายใต้กรอบกิจการวิเทศธนกิจ (BIBF) โดย 2 ธนาคารหลังได้รับอนุญาตตามความตกลงพิเศษในการแลกเปลี่ยนสาขาธนาคารเพิ่มเติม ระหว่างกระทรวงการคลังของสองประเทศ นอกจากนี้ ในช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ธนาคาร UOB ได้ซื้อหุ้นธนาคารรัตนสินเป็นจำนวนร้อยละ 75 และเข้ามาบริหารงานอย่างเป็นทางการ รวมทั้งเปลี่ยนชื่อธนาคารเป็นธนาคาร UOB รัตนสิน จำกัด
- ธนาคารของไทย 3 แห่ง ได้ขยายสาขาและเปิดบริการที่สิงคโปร์ คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ อย่างไรก็ดี มีเพียงธนาคารกรุงเทพเพียงธนาคารเดียวที่ได้รับอนุญาต ให้ดำเนินกิจการธนาคารอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนธนาคารไทยอีก 2 แห่ง มีขอบเขตการประกอบกิจการเพียงการให้บริการกู้ยืมระหว่างประเทศในลักษณะของ off-shore banking
ด้านแรงงาน - มีแรงงานไทยในสิงคโปร์ประมาณ 48,000 คน (2546) ซึ่งลดจำนวนลงจากประมาณ 70,376 คน ในปี 2544 อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ ทำให้ลดการจ้างงาน โดยเฉพาะในภาคการก่อสร้าง ซึ่งมีแรงงานไทยทำงานเป็นจำนวนมาก
2.3 สังคมและวัฒนธรรม
- ประชาชนสิงคโปร์มีความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยในระดับดี เนื่องจากมีความนิยมชมชอบเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ตลาดนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์จึงเป็นหนึ่งในตลาดหลักของการท่องเที่ยวของไทย
- ในช่วงไตรมาสที่ 1 – 3 ของปี 2546 ชาวสิงคโปร์เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นจำนวน 330,242 คน เป็นลำดับที่ 8 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2545 ร้อยละ 11.39 (ในปี 2545 ชาวสิงคโปร์เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นจำนวน 547,796 คน เป็นลำดับที่ 7 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2544 ร้อยละ 2.82) ส่วนคนไทยเดินทางไปเที่ยวสิงคโปร์ในปี 2546 เป็นจำนวน 235,728 คน เป็นลำดับที่ 10 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปสิงคโปร์ทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2545 ร้อยละ 10.7 (ในปี 2545 เป็นจำนวน 263,753 คน เป็นลำดับที่ 11 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปสิงคโปร์ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2544 ร้อยละ 1.1)
- ไทยและสิงคโปร์มีความร่วมมือทางวัฒนธรรมระหว่างกันภายใต้กรอบการประชุม CSEP และกรอบโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนอุปกรณ์และสื่อที่ใช้เผยแพร่วัฒนธรรม (เทปวิทยุและโทรทัศน์ การขับร้อง) การแสดงนาฏศิลป์และการละคร นับว่าช่วยส่งเสริมความเข้าใจอันดีงามระหว่างสองประเทศ และช่วยในการแก้ไขภาพลักษณ์ รวมทั้งเผยแพร่ขนบธรรมเนียมและประเพณีไทย นอกจากนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนสิงคโปร์ยังได้จัดโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเพื่อเปิดโอกาส ให้เยาวชนไทยได้เดินทางไปทัศนศึกษาและพักร่วมกับครอบครัว ชาวสิงคโปร์ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของชาวสิงคโปร์ได้มากขึ้นอีกทางหนึ่ง
- ที่ประชุม CSEP ครั้งที่ 6 เห็นพ้องว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินโครงการ แลกเปลี่ยนศึกษาดูงานของบุคลากรในด้านต่าง ๆ รวมทั้ง การจัดการด้านวัฒนธรรม และศิลปะร่วมสมัย ความร่วมมือด้านพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตภาพยนตร์ร่วมกัน นอกจากนั้น ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะหารือกันต่อไปในการจัดทำบันทึกความเข้าใจด้านหอจดหมายเหตุ และการจัดงานแสดงประวัติความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในโอกาส ที่ประธานาธิบดีสิงคโปร์จะเยือนไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี 2548 ซึ่งครบรอบ 40 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสิงคโปร์


ที่มา: กองเอเชียตะวันออก 1 กรมเอเชียตะวันออก โทร. 02-643-5195-6


การเดินทางจากสนามบินสิงคโปร์ไปโรงแรม
            สำหรับท่านที่มีกระเป๋าสัมภาระไม่มาก การเดินทางโดยรถบัสเป็นทางเลือกที่สะดวกและประหยัด เพียงแค่เดินลงบันไดเลื่อนไปยังชั้นใต้ดินอาคาร 1 จะมองเห็นทางออกไปที่ป้ายรถเมล์ ท่านสามารถยืนรอรถเมล์ได้ที่ป้ายซึ่งระบุว่ารถเมล์สาย 36 จะจอดรอผู้โดยสาร รถเมล์สาย 36 นี้จะพาท่านเข้าเมืองไปยังถนนออร์ชาร์ด ส่วนค่ารถเมล์ประมาณ1.20 เหรียญท่านต้องเตรียมให้พอดี ท่านสามารถสอบถามค่าโดยสารได้จากพนักงานขับรถ หรือท่านอาจจะใช้บริการรถแท็กซี่ซึ่งสะดวกสบาย ค่าโดยสารเดินทางเข้าเมืองประมาณ 20 เหรียญ หรือท่านสามารถเลือกใช้บริการรถไฟ MRT ออกจากสนามบิน ชางงีสิงคโปร์ ไปถึงสถานี City Hall Interchange ในราคา 1.40 เหรียญ
ที่โรงแรม
           เมื่อถึงโรงแรมสิ่งแรกที่ต้องทำคือการเช็คอิน ท่านสามารถเช็คอินได้ที่เคานท์เตอร์เช็คอิน เจ้าหน้าที่ของโรงแรมจะยื่นแบบฟอร์มให้ท่านกรอก เมื่อกรอกเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้กุญแจห้องและพาท่านไปที่ลิฟท์เพื่อขึ้นไปยังห้องพัก

            เชิญทุกท่านกินลมชมทิวทัศน์รอบเกาะสิงคโปร์ไปกับมนต์เสน่ห์แห่งอดีตกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์, วัฒนธรรมและศิลปกรรมอันโด่งดังทั้งหลายของสิงคโปร์ ผ่านไปตามเส้นทางแห่งการช้อปปิ้งย่านถนน Orchard ไปจนถึงสวน พฤกษศาตร์ Singapore Botanical Gardens มาร่วมกันสำรวจสิงคโปร์วันนี้ด้วยรถรางที่สะดวกสบายและจะพาทุกท่านไปสัมผัสสิงคโปร์ในอีกมุมมอง
ที่คุณอาจยังไม่เคยเห็นตั้งแต่เวลา 9.40 น. - 16.40 น. ค่าบริการ 9.00 เหรียญ (ผู้ใหญ่) และ 7.00 เหรียญ (เด็ก) ท่านสามารถขอรับตารางเวลาการเดินรถรางได้จากโรงแรมที่พักหรือขอรับโดยตรงจากคนขับรถรางได้เลย หรือคลิกไปเว็บไซต์ www.singaporeexplorer.com.sg
Clarke Quay
            หากท่านยังไม่เหนื่อยเกินไปนัก ขอแนะนำให้มาที่ Clarke Quay (คล้าก คีย์) ท่านจะได้เพลินเพลินกับสีสันยามค่ำคืนของสถานที่แห่งนี้ ที่ Clarke Quay นี่เขามีร้านอาหาร Satay Club ลองมาทานสะเต๊ะภายใต้ดวงดาวและชมระบำส่ายสะโพก หรือจะสนุกสนานกับการเลือกเดินช้อปปิ้งพร้อมชมความงามของแม่น้ำสิงคโปร์ก่อนเดินทางกลับไปพักพ่อนที่โรงแรม รับรองว่าท่านจะได้คลุกคลีและร่วมผ่อนคลายชีวิตยามราตรีกับชาวสิงคโปร์ ท่านสามารถเดินทางมาที่นี่ได้โดยรถเมล์สาย 54 จากถนนสก็อตต์ หรือรถเมล์สาย 32 และ สาย 1 จาก สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินซิตี้ฮอลล์
เรือบั๊มโบ๊ท (Bumboat Ride)
            การนั่งเรือบั๊มโบ๊ทเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินทางมาเที่ยวสิงคโปร์ และเป็นทางเลือกที่มีคนสนใจมากที่สุดทางหนึ่งในการชมทัศนียภาพสองฟากฝั่งแม่น้ำสิงคโปร์ ท่านสามารถซื้อตั๋วนั่งเรือบั๊มโบ๊ทได้ที่โบ๊ท คีย์ (Boat Quay) หรือคล้าก คีย์ (Clarke Quay) ราคาตั๋วก็อยู่ที่ประมาณ 12 เหรียญ
ศูนย์มรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวจีน (Chinatown Heritage Centre)
            บนเนื้อที่ของตึกแถว 3 คูหาที่ได้รับการบูรณะอย่างงดงามบนถนน Pagoda Street ศูนย์มรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวจีนนี้บอกเล่าถึงมรดกทางวัฒนธรรมอันของชุมชนชาวจีนในยุคแรกๆที่เข้ามาตั้งรกรากในดินแดนแถบนี้ จากบันไดที่แคบและสูงชันไปสู่ครัวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยถ่านหิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่เป็นเสมือนบันทึกแห่งความทรงจำที่บรรพบุรษได้ทิ้งไว้ให้ จุดเด่นของศูนย์ฯแห่งนี้คือการสถาปณาชุมชนที่อยู่อาศัยของชาวจีนในยุคแรกขึ้นมา ผู้เยี่ยมชมศูนย์ฯแห่งนี้จะได้มีโอกาสสัมผัสเส้นทางที่มืดมิด คับแคบและเหม็นอับ รวมไปถึงห้องเล็กๆที่ดูแออัดยัดเยียดซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของหลายๆครอบครัวชาวจีนในอดีต เปิดให้ชมตั้งแต่เวลา 10.00 น. - 19.00 น.
(ทุกวันรวมวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ค่าเข้าชม 8.00 เหรียญ (ผู้ใหญ่) 4.80 เหรียญ (เด็ก) ออกจากสถานี MRT ไชน่าทาวน์และเดินไปตามถนน Pagoda Street เพื่อไปยังศูนย์มรดกทางวัฒนธรรมชุมชนชาวจีน หรืออีกทางหนึ่งคือ เดินตรงไปยังถนน Eu Tong Sen Street
จากสถานี Outram MRT และข้ามถนนไปยังถนน Pagoda Street


ตลาดเตียง บาห์รู (Tiong Bahru Market)
            เตียง บาห์รูเป็นตลาดเช้าที่คนสิงคโปร์นิยมมาหาอาหารทานตอนเช้า ที่นี่มีอาหารพื้นเมืองหลากหลายชนิดให้เลือกชิม ถ้าเดินทางจากถนนออร์ชาร์ดมาที่นี่โดยรถแท็กซี่ ท่านก็จะเสียค่ารถประมาณ 5 เหรียญ ท่านที่ต้องการเดินทางโดยรถเมล์สามารถนั่งรถเมล์สาย 123 จากถนนออร์ชาร์ด ค่าโดยสารประมาณ 1 เหรียญค่ะ ที่ตลาดเตียง บาห์รู แห่งนี้นอกจากจะมีอาหารอร่อยและหลากหลายแล้ว ยังมีผลไม้นานาพันธุ์ที่น่ารับประทานวางขายเต็มไปหมด
จาก Tiong Bahru ไปที่ Empress Place
            การเดินทางไปอนุสาวรีย์เซอร์สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส ผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ ท่านสามารถนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือ MRT มาลงที่สถานีแรฟเฟิลส (Raffles Place) แล้วเดินต่ออีกประมาณ 4-5นาที ถัดจาก Empress Place คือ Empress Park ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของตัว Merlion หรือ ปฏิมากรรมครึ่งสิงโตครึ่งปลาและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์ สร้างขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1972 รูปปั้นสิงโตทะเลซึ่งตั้งอยู่ ณ ปากแม่น้ำสิงคโปร์แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ได้รับความชื่นชมและนิยมมากในหมู่นักถ่ายภาพและท่องเที่ยว
ขึ้นเคเบิลคาร์ไปเซ็นโตซ่า
           ท่านสามารถนั่ง cable car ไปเซนโตซ่าโดยนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปลงที่สาถนี HarborFront แล้วเดินผ่านทางใต้ดินไปที่ Cable Car Tower ค่าบริการสำหรับผู้ใหญ่ 8.50 เหรียญและเด็ก
3.9 เหรียญ สำหรับท่านที่ต้องการความตื่นเต้นที่การชมทัศนียภาพที่งดงามอย่างเต็มที่สามารถเลือกข้ามไปเซนโตซ่าโดยรถกระเช้าที่เป็นกระจกใสทั้งคัน หรือ glass-bottom ค่าบริการจะเป็น 15 และ 8 เหรียญสำหรับผู้ใหญ่และเด็กตามลำดับ เวลาทำการของเขาจะเริ่มตั้งแต่ 8.30น.ถึง 21.00 น. ราคานี้รวมตั๋วทั้งเที่ยวไปและกลับ แต่ไม่รวมค่าเข้าเกาะ นอกจากการเดินทางโดยเคเบิลคาร์แล้วยังสามารถใช้บริการรถบัสเซนโตซ่าในราคา 1 เหรียญ ที่สถานีรถประจำทางใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน HarborFront รถให้บริการตั้งแต่เวลา 7.00 น. - 23.00 น. ในวันอาทิตย์ ถึง พฤหัส และ 7.00 น. - 00.30 น. ในวันศุกร์ เสาร์ และวันหยุดเทศกาล

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ (Underwater World)
ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในเขตร้อนที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย ท่านจะได้ชมความลึกลับ
แห่งท้องทะเลด้วยมุมมองระดับเดียวกับฝูงปลา ค่าผ่านประตูสำหรับผู้ใหญ่ 17.15 เหรียญ เด็ก 11.10 เหรียญ เวลาทำการเริ่มตั้งแต่ 9.00น. ถึง 21.00น. ทุกวัน การเดินทางมาโดยขึ้นรถบัสที่ทางเซ็นโตซ่าจัดไว้ สายสีน้ำเงิน เขียวหรือแดงก็ได้ ราคานี้รวมค่าเข้าชมโชว์ปลาโลมาที่ Dolphin Lagoon ด้วย
Sentosa
            เกาะเซนโตซาเป็นเกาะที่มีบรรยากาศตรงกันข้ามกับในตัวเมืองที่อึกทึกและเร่งรีบ เป็นที่รู้จักกันดีว่าที่นี่เป็นเกาะแห่งความเงียบสงบ ณ ที่แห่งนี้ มีสิ่งพิเศษสำหรับทุกคนตั้งแต่ครอบครัวไปจนถึงคู่ฮันนีมูนและสำหรับผู้รู้ในด้านประวัติศาสตร์ไปจนถึงผู้ที่รักธรรมชาติ สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะส่วนมากเปิดเวลา 9.00 น. และปิดช่วง 19.00 น. ถึง 22.00 น. ค่าเข้าชม : ค่าแรกเข้า 2 เหรียญ
น้ำพุเต้นระบำ (Musical Fountain Show)
            การแสดงของน้ำพุเต้นระบำ (Musical Fountain Show) ที่เกาะเซนโตซาสิงคโปร์ได้นำเทคโนโลยีตระการตามานำเสนอด้วยลีลาอันพลิ้วไหวของแสงเลเซอร์ สีสันและดนตรี ในช่วงกลางคืนปฏิมากรรมสิงโตทะเล (Merlion) จะถูกปลุกให้มีชีวิตด้วยแสงสีที่น่าตื่นตาตื่นใจเข้ากับจังหวะการเต้นระบำของน้ำพุ เป็นการแสดงที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกผ่อนคลายและเพลิดเพลินใจเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญค่าผ่านประตูฟรี รอบแสดงเวลา 19.40น. และ 20.40น.

บูกิส (Bugis)
บูกิสซึ่งมีลักษณะเหมือนพัฒน์พงษ์บ้านเราตรงที่เป็นตลาดกลางคืน มีของขายเยอะแยะและมีที่ทานอาหารให้เลือกมากมาย อาหารที่นี่รสชาติไม่เลวอร่อยถูกปากคนไทยอย่างเราๆ ท่านสามารถนั่ง MRT มาลงที่สถานี Bugis
สวนสัตว์ (Singapore Zoological Garden) *
            ลองแวะไปทานอาหารเช้ากับลิงอุรังอุตังที่สวนสัตว์และเพลิดเพลินไปกับความน่ารักของสัตว์นานาชนิดที่ Singapore Zoological Garden การเดินทางมาที่สวนสัตว์นี่ท่านเพียงแต่นั่ง
รถไฟฟ้า MRT มาลงที่สถานี Chao Chu Kang (เชา ชู กัง) จากนั้นขึ้นรถบัส TIBS สาย 927 ซึ่งจะนำท่านมาถึงหน้าสวนสัตว์ ค่าผ่านประตูสำหรับผู้ใหญ่ 12.10 เหรียญ ส่วนเด็กอายุ 3-12 ปี5.05 เหรียญ อาจเลือกประหยัดพลังงานในการเดินชมสวนสัตว์ด้วยการนั่งรถรางโดยมีค่าบริการ2.5 เหรียญ และ 1.5 เหรียญตามลำดับ
สิงคโปร์ ดิสคัฟเวอรี เซ็นเตอร์ (Singapore Discovery Center)
            เป็นสถานที่ซึ่งจัดนิทรรศการแสดงความเป็นมาและความสำเร็จของสิงคโปร์ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและระบบอินเตอร์แอคทีฟ นิทรรศการในร่ม 35 รายการ นิทรรศการกลางแจ้ง 8 รายการ โรงภาพยนตร์ซีมูเลเตอร์ และเมืองแห่งการผจญภัยกลางแจ้งสำหรับเด็ก การเดินทางมายัง Singapore Discovery Center นี้ ท่านสามารถขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่สถานี Boon Lay
(บุนเลย์) แล้วต่อรถบัส SBS สาย 192 หรือ 193 ค่าผ่านประตูสำหรับผู้ใหญ่ 9 เหรียญส่วนเด็กอายุ 3-12 ปี 5 เหรียญ

Fountain of Wealth
            เป็นน้ำพุที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งตั้งอยู่ที่ Suntec City น้ำพุแห่งนี้สร้างขึ้นโดยถูกลักษณะของฮวงจุ้ยทุกประการ ท่านสามารถนั่งรถไฟฟ้าMRT มาลงที่สถานี City Hall แล้วลงเดินผ่าน City Link ซึ่งเป็นศูนย์การค้าที่ตั้งอยู่ใต้ดินมายัง Suntec City Mall
Night Safari *
            เมื่อความมืดมาเยือนมักเกิดเรื่องน่าประหลาดใจมากมายและท่านจะพบความแปลกใจมากกว่าที่ไนท์ ซาฟารี ที่ซึ่งท่านจะได้เห็นแรดนอเดียว ได้ยินเสียงหอนโหยหวนของฝูงหมาป่าและไฮยีน่า ที่นี่เป็นการผจญภัยในธรรมชาติที่ท่านไม่ควรพลาด Night Safari เปิดทำการทุกวันตั้งแต่เวลา 19.30 น. ถึงเที่ยงคืน ค่าผ่านประตูสำหรับผู้ใหญ่ 15.60 เหรียญ เด็ก 10.40 เหรียญ หากท่านต้องการโดยสารรถรางชมชีวิตสัตว์กลางคืนก็ต้องเสียค่ารถรางเพิ่มอีกท่านละ 5 เหรียญ ส่วนเด็กเสีย 2 เหรียญ การเดินทางมาที่สวนสัตว์แห่งนี้ก็สะดวก เพียงขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ไปที่สถานี Chao Chu Kang(เชา ชู กัง) จากนั้นต่อรถเมล์ TIBS สาย 927


สวนนกจูล่ง (Jurong BirdPark) *
            หนึ่งในสวนนกที่ใหญ่ที่สุดและน่าประทับใจที่สุดในโลกตั้งอยู่ที่สิงคโปร์ สวนนกที่กล่าวถึงนี้คือสวนนกจูร่ง ประสบการณ์ที่ท่านจะได้รับจากสวนนกจูร่งจะมีทั้งความรู้ควบคู่ไปกับความเพลิดเพลินใจ ค่าผ่านประตูสำหรับผู้ใหญ่ 12.10 เหรียญ และเด็ก 5.05 เหรียญ ค่าพาโนเรลหรือรถรางอีก 3 เหรียญ และ 2 เหรียญตามลำดับ การเดินทางไปยังสวนนกจูร่งท่านสามารถนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปลงที่สถานี Boon Lay (บุนเลย์) จากนั้นขึ้นรถบัส SBS สาย 194 หรือ 251
Bintan
            Bintan เป็นหนึ่งในจำนวนหลายร้อยเกาะของประเทศอินโดนีเซีย ที่ท่านสามารถเลือกเดินทางไปผักผ่อนโดยไม่ต้องขอวีซ่า เพียงนั่งเรือโดยสาร catamaran ประมาณ 40 นาที อีกทั้งเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทมากมาย Clubmed หนึ่งในรีสอร์ทชั้นนำของโลก ขอเสนอราคาแพจเกจสุดพิเศษรวมที่พักพร้อมอาหารและเครื่องดื่ม 5 มื้อฟรี ไม่ว่าไวน์หรือเบียร์ท่านสามารถเลือกดื่มอย่างจุใจ แล้วสนุกสนานต่อกับกีฬากลางแจ้งและศูนย์ฟิตเนส ที่โรงแรม Clubmed Ria Bintan
            สำหรับผู้ที่ต้องการจะเล่นกอล์ฟที่ Ria Bintan Golf Course สนามกอล์ฟระดับแชมเปี้ยนชิพอันดับ 2 ของเอเชีย เราก็พร้อมที่จะเสนอราคาสุดพิเศษ กรุณาสอบถามรายละเอียดจากบริษัททัวร์ของท่าน
            ** การเดินทางเข้าประเทศสิงคโปร์ไม่ต้องใช้ วีซ่า ท่านควรจะเตรียมค่าใช้จ่ายไปพอสมควร และมีตั๋วแสดงว่าท่านเดินทางกลับตามกำหนด คนในบางกลุ่มอาจถูกปฎิเสธการเข้าเมืองเพราะ
เป็นที่สงสัยว่าจะไปเพื่อการทำงานโดยไม่ได้ขอวีซ่าที่ถูกต้อง
            *** Family Fun Package ท่านสามารถเลือกซื้อทัวร์ครึ่งวันซึ่งมีรถรับส่งถึงที่โรงแรม
โดยสอบถามจากบริษัททัวร์ของท่าน
            Family Fun Package อยากแนะนำให้ท่านและครอบครัวเดินทางด้วยตนเองโดยใช้บริการของ รถแท็กซี่ , รถไฟฟ้า MRT หรือรถโดยสารประจำทาง เพื่อร่วมผจญภัยและเพลิดเพลิน
ไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ กับครอบครัวและคนที่คุณรัก พร้อมค้นหารูปแบบการพักผ่อนอย่างแท้จริงวันนี้ที่สิงคโปร์
หากท่านต้องการเอกสารประกอบเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
การท่องเที่ยวสิงคโปร์ ชั้น 21 อาคาร ยูไนเต็ดเซ็นเตอร์ ถนนสีลม บางรัก กรุงเทพฯ 10500
โทรศัพท์ 02-630 4774-5 โทรสาร 02-630 4773