แหล่งช้อปปิ้งที่บาหลี

แหล่งช้อปปิ้งที่บาหลี
• บาหลีเป็นสวรรค์ของนักช้อปปิ้ง มีสถานที่สำหรับนักช้อปปิ้งมากมาย ทั้งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่รับบัตรเครดิต ร้านค้าทั่วไป ร้านค้าปลอดภาษี และตลาด รวมทั้งตลาดนัดในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
สินค้าน่าซื้อ
• ของเก่า นักสะสมของเก่าที่นิยมวัตถุโบราณสามารถมาหาได้ที่บาหลีนี้ แต่อย่างไรก็ดี ห้ามนำวัตถุโบราณที่มีอายุมากว่า 50 ปีออกนอกประเทศ มิฉะนั้นจะผิดกฎหมาย จึงมีการทำของเก่าเลียนแบบจำหน่ายในราคาย่อมเยา
• ภาพวาด ภาพวาดของชาวบาหลีมีความสวยงามไม่เหมือนใคร ผู้ที่ชื่นชอบภาพวาดสวยๆ มักไม่พลาดที่จะหอบหิ้วงานฝีมือของจิตรกรชาวบาหลีกลับมาตกแต่งบ้านด้วย
• เครื่องเซรามิก ไม่ว่าจะเป็นถ้วย จาน ชาม พาชนะอื่นๆ หรือของประดับตกแต่งบ้านซึ่งทำจากเซรามิกที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยชาวบาหลีนั้นถูกใจนักท่องเที่ยวไม่แพ้ของอย่างอื่นเช่นกัน
• เครื่องประดับ การออกแบบเครื่องประดับของชาวบาหลีมีความสวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง เป็นการรวมเอาฝีมือแบบดั้งเดิมผสมผสานเข้ากับความทันสมัยในปัจจุบัน ทำให้เครื่องเงิน เครื่องทองหรือเครื่องประดับอื่นๆ มีความงามลงตัว
• หน้ากาก ของฝากที่ขึ้นชื่อของบาหลี ที่นักท่องเที่ยวหอบหิ้วได้ไม่ยากนักและเป็นที่นิยมอย่างมาก ใช้ไม้แกะสลักเป็นตัวละครต่างๆ หลากหลายอารมณ์และสีสันสะดุดตา
• งานหินแกะสลักและงานไม้แกะสลัก เป็นงานศิลปะที่ขึ้นชื่อเช่นกัน สำหรับผู้ที่นิยมศิลปะจากการแกะสลัก อาจนำมาตกแต่งบ้านหรืออาคารสถานที่ต่างๆ ได้เช่นกัน แต่จะลำบากตรงมีน้ำหนักมาก แต่ก็มีงานไม้และหินแกะสลักขนาดเล็ก สำหรับเป็นที่ระลึกให้ซื้อติดไม้ติดมือด้วย
• ผ้า ผ้าของบาหลีนั้นโดดเด่นด้วยความหลากสีสัน หลายเนื้อผ้า และการทอที่ประณีต รวมทั้งมีลวดลายเฉพาะตัวจึงเป็นที่นิยมชมชอบของนักท่องเที่ยวไม่แพ้ของอย่างอื่นเลย
• นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์สปาอะโรมาเทอราปี กระเป๋าถักสาน ตะกร้า และสินค้าพื้นเมืองมากมาย แต่อย่างไรก็ตามในการซื้อของที่มีนั้น การต่อรองราคาเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากราคาที่ตั้งสำหรับนักท่องเที่ยวนั้นจะสูงมาก หากเป็นนักต่อรองราคาแล้ว ก็จะสามารถซื้อของได้อย่างสบายใจ

ย่านช้อปปิ้ง
• เดนปาซาร์ มีตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าใหญ่จนถึงตลาด ดังนั้นจึงสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามต้องการ ไม่ว่าเป็นเครื่องเทศ อาหารแห้ง เสื้อผ้า ไปจนถึงทองคำ หากไปที่ถนนสุลาเวลี (Jalan Sulawesi) ก็จะเป็นร้านขายผ้าตลอดทั้งแนว ถ้าต้องการซื้อสินค้าทันสมัยควรไปทีรายาณะบาหลีมอลล์ ส่วนตลาดขายของสารพัดชนิดคือตลาดกุมบาซารี(Kumbasari)
• กูต้า-เลเกียน-เซมินยัก สองฝั่งถนนบนชายหาดกูต้าเต็มไปด้วยร้านขายของที่มีสินค้ามากมายวางขายให้นักท่องเที่ยว เช่น ผ้าโสร่ง ผ้าบาติก เครื่องประดับ งานศิลปะ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องหนัง รวมทั้งรองเท้าทีตัดเย็บด้วยมือ หรือเลือกซื้องานศิลปะและงานแกะสลักต่างๆ เป็นย่านที่ต้องต่อรองราคาสินค้าและควรตรวจสอบสินค้าให้ดีก่อนซื้อเสมอ
• นูซาดูอา มีตลาดเล็กๆ ตั้งอยู่ที่ทางเข้าเขตนี้ มีร้านขายสินค้าพื้นเมืองต่างๆ มากมายมีร้านเครื่องหนัง ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าที่รวมสินค้าจากทุกมุมของบาหลีมารวมอยู่ในแห่งเดียว และมีของคุณภาพดีๆ ให้เลือกสรร แต่ราคาที่นี่จะแพงกว่าย่านอื่น
• ซานูร์ นักสะสมงานศิลปะไม่ควรพลาดย่านนนี้ เพราะสามารถเลือกซื้อภาพสวยๆ หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ฝีมือปราณีตงดงามได้
• บาตูบุหลัน ย่านนี้มีชื่อเสียงด้านงานแกะสลักหิน ในสมัยก่อนงานแกะสลักหินจะทำข้นเพื่อใช้ในวัดและพระราชวังเท่านั้น แต่ปัจจุบันทำอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกด้วย ซึ่งสามารถสั่งทำตามแบบที่ต้องการได้
• เชลุก หมู่บ้านช่างเงินและทอง ซึ่งจะมีการออกแบบที่สวยงามต่างๆ กันไป โดยเฉพาะเครื่องเงินที่มีความโดดเด่นกว่าที่อื่น เนื่องจากเป็นการออกแบบผสมผสานกันระหว่างแบบดั้งเดิมและแบบทันสมัย
• ตลาดสุขะวาตี เป็นตลาดรวมที่มีทั้งของเก่าและศิลปะสมัยใหม่ขาย ไม่ว่าจะเป็นตะกร้าสานแบบโบราณ ผ้าปราดาที่ใช้ทองวาดลงบนผืนผ้าซึ่งชาวบาหลีใช้ในงานพิธี ใช้ตัดชุดใส่เต้นระบำและชุดใส่แต่งงาน ฯลฯ ราคาของสินค้าต่างๆที่นี้ค่อนข้างย่อมเยาสมเหตุสมผล แต่ก็ต้องต่อรองราคาเช่นกัน
• มาส สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานไม้แกะสลักต้องไปที่หมู่บ้านนี้ เนื่องจากมีช่างแกะสลักที่ชำนาญอยู่ที่นี้มากมายเรียงรายอยู่สองฟากถนน
• อูบุด เป็นศูนย์กลางของงานศิลปะของบาหลี แบบที่ใครได้มาเยือนเกาะแห่งนี้แล้วต้องไม่พลาดการมาที่นี่ จากหมู่บ้านเล็กๆ ที่ทำงานศิลปะ จนกระทั้งกลายเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเช่นปัจจุบัน ดังนั้นจึงมีแกลเลอรี่ที่จัดแสดงงานศิลปะมากมาย
• เกียนยาร์ เป็นที่ที่ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องผ้าอย่างมาก เนื่องจากมีโรงงานทอผ้าอยู่หลายแห่งนอกจากจะได้เลือกซื้อผ้าแล้ว ก็ยังได้มีโอกาสชมวิธีการทอผ้าด้วย
• เทงกะนัน เป็นเพียงหมู่บ้านเดียวในบาหลีซึ่งมีการทอผ้าเกริงซิง ที่ต้องใช้ความชำนาญอย่างมาก และมีกรรมวิธีต่างๆ ที่ซับซ้อนจึงทำให้ราคาค่อนข้างสูง
• กลุงกุง สำหรับผู้ที่ต้องการเลือกชมเลือกซื้อสินค้าประเภทวัตถุโบราณ เช่น กริช โสร่ง เป็นต้น เนื่องจากที่นี่จะมีร้านค้าวัตถุโบราณที่เก่าแก่ที่สุดของบาหลี รวมไปถึงทอง 22 กะรัต ซึ่งออกแบบอย่างงดงามด้วย
• โบนา หมู่บ้านนี้เป็นหม่บ้านซึ่งมีการปลูกไผ่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นที่นี่จึงเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่ทำจากไผ่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน หรือเสื่อ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์จากใบไผ่ซึ่งนำมาทำเป็นหมวก กระเป๋า และรองเท้า
• เบดูกัลป์ เนื่องจากเป็นบริเวณที่เป็นภูเขาอากาศจึงเย็นสบายกว่าเขตอื่นๆ บริเวณนี้จึงมีการทำไร่ทำสวน ดังนั้นที่ตลาดจึงมีผลไม้เมืองหนาวสดๆ วางขายเป็นจำนวนมาก ในราคาย่อมเยา
• ร้านสินค้าปลอดภาษี มีอยู่ที่กูต้า ซานูร์ และนูซาดูอา กับที่สนามบิน มีสินค้ามากมายรวมทั้งของที่ระลึก เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบความวุนวายและน่าเบื่อกับการต่อรองสินค้ากับพ่อค้าแม่ค้า แต่ราคาสินค้าจะสูงกว่าตามตลาดข้างนอกมาก
• ตลาดบริเวณหน้าสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวหลายๆ แห่ง เช่น ทานาลอต และเทมปักเซรง จะมีแผงขายของที่ระลึกอยู่มากมาย ซึ่งมักจะต่อรองราคากันได้อย่างสนุกสนาน แต่ระวังตรวจตราคุณภาพสินค้าให้ดีด้วย

การแสดงและร่ายรำ
• การร่ายรำและการแสดงต่างๆ มีบทบาทสำคัญในสังคมขอชาวบาหลีมาเป็นเวลานานเป็นวิธีอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้คนได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เช่น รามายนณะ มหาภารตะ
• การร่ายรำที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และสามารถหาชมได้ทั่วไปในงานบาหลีมีดังนี้
• ระบำเลกอง (Legong) เป็นการแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหญิงรังคสารีที่ถูกจับโดยกษัตริย์ลักษม์ทำให้พระเชษฐาของพระองค์คือเจ้าชายดาหาเสด็จมาช่วยและเกิดการต่อสู้กัน ลักษณะการร่ายรำงดงาม เชื่องช้า เนิบนาบ โดยใช้เด็กหญิง 3 คน เป็นตัวแสดง ซึ่งเด็กหญิงนั้นจะต้องมีหน้าตางดงามและถูกฝึกมาเป็นอย่างดี ผู้แสดงรำเลกองแบบดั้งเดิมนั้นจะต้องเป็นเด็กหญิงที่จะต้องยังไม่มีประจำเดือนเท่านั้น ในอดีตนางรำเลกองมักจะกลายเป็นชายาของเจ้าเมืองหรือราชวงศ์เมื่อศิลปินผิวขาวเข้ามาก็มักนิยมใช้นางรำเลกองเป็นแบบวาดภาพหรือปั้นหุ่น แล้วก็ได้เป็นภรรยาในที่สุดเช่นกัน
• ระบำสังหยาง หรือระบำลุยไฟ (Sanghyang Trance Dance หรือ Frie Dance) เป็นการร่ายรำที่เกิดขึ้นด้วยการเชิญวิญญาณมาเข้าร่างของผู้รำ คล้ายการรำแม่ศรีของไทย โดยจะใช้เด็ก 2 คนที่ไม่เคยเรียนรำมาก่อน แต่เมื่อร่างถูกเข้าทรงแล้วกลับร่ายรำได้และรำอย่างพร้อมเพรียงแม้จะปิดตาอยู่ ในบางครั้งจะเป็นระบำขี่ม้าลุยไฟการแสดงจะสิ้นสุดเมื่อนักบวชเป็นผู้ทำพิธีอัญเชิญอกจากร่าง
• ระบำบารอง (Barong @ Rangda) เป็นการแสดงที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยวเพราะมีการจัดให้ชมเป็นประจำ เรื่องราวจะเกี่ยวการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายดีและปีศาจ บารอง ตัวแทนฝ่ายดีเป็นคนครึ่งสิงห์ ส่วนรังดา มารร้าย เป็นพ่อมดหมอผีฝ่ายอธรรม มีผู้แสดงประกอบเป็นสมุนของทั้งสองฝ่ายอีกหลายตัว ซึ่งจะต่อสู้กันจนฝ่ายธรรมะได้รับชัยชนะในที่สุด
• ระบำคะชัก หรือระบำลิง (Kecak) ระบำคะชักนี้เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงที่สุดในบาหลี เป็นการตัดตอนมาจากรามายนะ (รามเกียรติ์) เล่าเรื่องราวของพระรามกับพลว่าวานรที่ตามไปช่วยนางสีดาจากราวันนา (หรือทศกัณฐ์) ใช้คนแสดงเป็นจำนวนมาก โดยผู้ที่แสดงเป็นพลลิงจะนุ่งผ้าตาหมากรุก เปลือยท่อนบน ทัดดอกชบาแดงข้างหูนั่งล้อมวงซ้อนๆ กัน 4-5 ชั้น และโบกมือมือขึ้นลงโยกตัวไปมา ปากก็ร้องคะชัก คะชัก เป็นเสียงสูงต่ำแทนเครื่องดนตรีประกอบ โดยตัวเอกต่างๆ จะเดินร่ายรำไปมาในวงตรงกลางระหว่างพลลิงเหล่านั้น
• บาริส (Baris) เป็นการแสดงเกี่ยวกับการเตรียมตัวออกศึก ซึ่งใช้คนแสดงเป็นผู้ชายประมาณ 1-5 คนขึ้นไป ผู้รำจะแสดงออกถึงควมรู้สึกขณะทำสงคราม เช่น โกรธ ฮึกเฮิม หวาดหวั่น เศร้าสร้อย เป็นต้น ผู้ที่แสดงได้ต้องมีความสามารถสูง เนื่องจากต้องใช้สีหน้าท่าทางแสดงออกมาเพื่อสื่อให้ผู้ชมรู้สึกตามไปด้วย
• ระบำผึ้ง (Oleg Tambulilingan) เป็นระบำที่สวยงาม สนุกสนาน ด้วยเป็นเรื่องราวของการเกี้ยวพาราสีของผึ้งหนุ่มสาวในสวนรักผู้แสดงระบำผึ้งฝ่ายหญิงจะต้องมีความสามารถมาก ทั้งรำสวยและแสดงออกอย่างยั่วยวนด้วยท่าทางและดวงตา
• ระบำหน้ากาก (Topeng Dance) ที่บาหลีหน้ากากถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่สวมหน้ากากจะต้องสวมวิญญาณของตัวนั้นๆ จะไม่มีบทพูดแต่แสดงออกด้วยท่าทาง คือใช้มือ ศรีษะ และร่างกาย มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทพนิยายหรือตอนใดตอนหนึ่งจากประวัติศาสตร์
• เคบยาร์ (Kebyar) คือการร่ายรำผสมกับการเล่นดนตรี ผู้รำจะนั่งรำกับพื้น โดยมีฆ้องรางอยู่ตรงหน้า ทำการรำและเล่นฆ้องสลับกันไป โดยใช้พัดเป็นเครื่องประกอบการร่ายรำที่ใช้มือแสดงกับการเล่นตาที่เห็นได้อย่างเด่นชัด ผู้รำมักจะเป็นผู้ชาย
• วายังกุลิต (Wayang Kulit) เป็นการแสดงหุ่นเชิดฉายเงาบนจอคล้ายหนังตะลุง ประกับเครื่องดนตรี 4 ชิ้น เป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาของชาวชวาและชาวบาหลี ใช้หุ่นกว่า 60 ตัวผู้ที่พากย์จะต้องมีความชำนาญในกาใช้ภาษาเนื่องจากฝ่ายดีจะใช้ภาษากาวีซึ่งเป็นภาษาโบราณในขณะที่ฝ่ายผู้ร้ายใช้ภาษาบาหลีระดับง่ายๆ ดังนั้นผู้พากย์จึงต้องมีความสามารถใช้ได้ทั้ง 2 ภาษา
• กาเมลัน (Gamelan) วงดนตรีพื้นเมืองของบาหลี เครื่องดนตรีส่วนใหญ่เป็นเครื่องตีที่ทำจากทองเหลือง นักดนตรีมักเป็นผู้ชายล้วนแต่เป็นหญิงล้วนก็มี โดยชายและหญิงไม่เล่นดนตรีร่วมวงกัน
• ตามโรงแรมชั้นหนึ่งจะมีการแสดงระบำต่างๆ ให้ชม นอกจากนั้นตามย่านท่องเที่ยวโดยเฉพาะอูบุด จะมีการจัดแสดงระบำต่างๆ ที่วังประจำเมืองหมุนเวียนกันไป โดยต้องเสียค่าเข้าชมด้วย สามารถสอบถามวัน เวลา และสถานที่จัดแสดงแน่นอนได้จากโรงแรมที่พักหรือสำนักงานท่องเที่ยว

บาหลีวันนี้
• บาหลีเป็นเกาะที่มีความสวยงามด้วยธรรมชาติที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวกับวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งได้สืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานับพันปี มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเป็นจำนวนมาก เช่น วัดและวัง ซึ่งมีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรม รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ชายหาดที่สวยงามและขาวสะอาด รวมทั้งผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ และการดำเนินชีวิตของคนบาหลีด้วยวิธีการกสิกรรมแบบดั้งเดิม บาหลีกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทั่วโลกรู้จัก
• ต้นศตวรรษที่ 20 บรรดาเหล่าศิลปินจากยุโรปได้เดินทางเข้ามาเที่ยวบาหลี ต่างหลงไหลในความงามตามธรรมชาติกับวัฒนธรรมอันงดงามของบาหลี จึงได้ผลิตงานเขียนและภาพวาดไปเผยแพร่ในยุโรปทำให้ใครต่อใครอยากมาเยือนเกาะสวรรค์บนดินแห่งนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกกว่า 1,000,000คนต่อปี เดินทางเข้ามาชมความงดงามทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของบาหลี กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีปริมาณสูงสุดคือออสเตรเลียและญี่ปุ่น
• ภูมิศาสตร์
• บาหลีคือหนึ่งในจำนวนเกาะกว่าหมื่นเกาะของอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะชวา มีฐานะเป็นรัฐมีผู้ปกครองของตนเอง นอกจากนี้ยังเป็นเกาะสุดท้ายทางฝั่งตะวันออกที่มีสภาพแวดล้อมเป็นแบบป่าฝนของเอเชีย เ
• บาหลีเป็นเกาะเล็กๆที่มีพื้นที่เพียง 5,620 ตารางกิโลเมตร บริเวณที่กว้างที่สุดมีระยะทาง 140 กิโลเมตรและบริเวณที่ยาวที่สุดก็เพียง 80 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ภูมิประเทศของบาหลีกลับมีความหลากหลายมาก พื้นที่ทางตอนกลางนั้นมีภูเขาไฟเป็นจุดสูงที่สุดของเกาะและยังคุกกรุ่นอยู่คือภูเขาไฟกุหนุงอากุง (Gunung Agung) มีความสูงถึง 3,142 เมตร นอกจากภูเขาสูงแล้วยังมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมกับหาดทรายขาวละเอียดทอดยาวไปตามชายฝั่ง ทางตอนใต้เป็นแหล่งปลูกข้าวบนนาบันได และทางตอนเหนือปลูกกาแฟ เครื่องเทศ และต้นสลัก
• ภูมิอากาศ
• ลักษณะอากาศของบาหลีเป็นแบบป่าฝนร้อนชื้น อุณหภูมิค่อนข้างคงที่คือประมาณ 26 องศาเซลเซียส และจะมีลมมรสุมประจำปีที่ทำให้เกิดลมและฝนใช่วงเดือนตุลาคมถึงมีนาคมซึ่งอากาศบริเวณภูเขาจะเย็นกว่าอากาศบริเวณชายทะเลประมาณ 5 องศาเซลเซียส
• ช่วงเวลาที่ควรไปเที่ยว
• เวลาที่เหมาะสมในการไปเที่ยวคือระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน แต่ควรระวังเรื่องที่พักเพราะเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวของชาวตะวันตก (โดยเฉพาะชาวออสเตรเลียที่นิยมมาเที่ยวบาหลีกันมาก) รวมทั้งช่วงวันหยุดคริสต์มาสและปีใหม่เนื่องจากที่พักจะมีราคาแพงกว่าปรกติและมักจะถูกจองล่วงหน้าจนเต็มหมดทุกแห่ง
• ประชากร
• บาหลีมีประชากรประมาณ 3,000,000 คนซึ่งดำรงชีวิตอยู่ด้วยกันแบบครอบครัวใหญ่ มีความรักและความหวงแหนในวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมที่ปฎิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ ดังจะเห็นได้จากการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามายังบาหลีปีละนับล้านคนแต่วัฒนธรรมเดิมๆ ก็ยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงทั้งการดำรงชีวิตแบบเรียบง่ายการทำกสิกรรม โดยเฉพาะการเพาะปลูกแบบขั้นบันได หรืออาชีพหัตถกรรมต่างๆ คือวิถีชีวิตที่ยังพบเห็นได้ทั่วไปในดินแดนแห่งนี้
• ศาสนาและวัฒนธรรม
• ศาสนาประจำของชาวบาหลีคือศาสนาฮินดูที่เรียกว่า ฮินดูธรรม (Hindu Dharma) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากชวา เป็นการผสมผสานกันระหว่างศาสนาฮินดูแบบที่นับถือพระศิวะเป็นใหญ่กับศาสนาพุทธซึ่งแพร่หลายเข้ามาก่อนหน้า โดยหลักปฎิบัตินั้นได้มาจากปรัชญาอินเดีย ร่วมกับการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามความเชื่อท้องถิ่นการผสมผสานกันนี้เองทำให้ศาสนาฮินดูที่บาหลีแตกต่าจากฮินดูที่อินเดียไปมาก ชาวบาหลีนั้นเชื่อในธรรมชาติว่ามีพลังและเชื่อในจิตวิญญาณว่าทุกๆ สิ่งจะมีวิญญาณสิงสถิตอยู่ นอกจากนี้ยังมีความนับถือในบรรพบุรุษและวิญญาณของผู้ล่วงลับ

เทศกาลและวันสำคัญ
• เทศกาลและงานประเพณีต่างๆ ถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตคนบาหลี ทุกวัดจะมีงานฉลองทำบุญประจำปี (Odalan) อย่างน้อยปีละครั้ง โดยชาวบาหลีจะแต่งตัวแบบพื้นเมืองดั้งเดิมสวยงามแล้วจัดเครื่องไหว้เครื่องบูชาไปวัดกัน โดยฝ่ายหญิงจะเป็นคนทูลของไหว้ไว้บนศีรษะ
• กำหนดวันฉลองและเทศกาลต่างๆ ของบาหลีจะยึดปฎิทินตามจันทรคติ จึงทำให้วันสำคัญต่างๆ ไม่ตรงกับปฏิทินสากล
• เทศกาลสำคัญๆ ได้แก่
• วันขึ้นปีใหม่ฮินดู นีเยปิ (Nyepi) เป็นวันที่ชาวบาหลีจะ “เข้าเงียบ” ไม่มีการประกอบกิจกรรมใดๆทั้งสิ้น ไม่มีการเดินทางคมนาคม ไม่มีการก่อไฟหุงหาอาหาร และไม่มีการละเล่นบันเทิงสนุกสนานใดๆ โดยจะมีการทำบุญบูชาเทพต่างๆ กันตั้งแต่วันก่อนหน้า รวมทั้งมีการประกอบพิธีไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปจากบ้านที่อยู่อาศัย
• วันกาลุงกัน (Galungam) เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองที่ธรรมะเอาชนะอธรรมได้ จะมีการตั้งเสาไม้ไผ่สูงตกแต่งด้วยทางมะพร้าวสานเป็นรูปต่างๆ สวยงามไว้หน้าบ้าน ตั้งศาลเพียงตาวางเครื่องไหว้สักการะสีสดใส ทั้งขนม ดอกไม้และผลไม้ที่ประตูบ้าน ให้บรรพบุรุษที่จะลงมาเยี่ยมจากสวรรค์ ช่วงเวลากาลุงกันจะนาน 10 วัน มีงานฉลองและพิธีทุกวัน
• วันคูนิงกัน(Kuninggan) วันที่สิบสองของเทศกาล เป็นวันส่งวิญญาณบรรพบุรุษกลับสวรรค์จะมีการทำบุญให้ผู้ล่วงลับด้วย
• วันสรัสวตี (Saraswati) เป็นวันฉลองเทวีแห่งความรู้และศิลปะ หรือพระสุรัสวดีที่เรารู้จักกันนั้นเองเป็นวันที่ทางวัดจะนำหนังสือธรรม ใบลาน จารึก และคัมภีร์พระเวทย์มาทำพิธีสักการบูชา ส่วนงานพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนบาหลีคือ งานเผาศพ จะเป็นงานที่ผู้ร่วมขบวนแห่งศพแต่งกายงดงามมีสีสัน บริเวณที่จัดงานเผาศพจะทำเป็นรูปสัตว์แต่งสีปิดทองสวยงาม ถ้าผู้ตายมีตำแหน่งหน้าที่หรือยศศักดิ์สูง โลงรูปสัตว์ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นและหรูหรามากขึ้น
• ภาษา
• แม้ภาษาทางการของบาหลีคือภาษาอินโดนีเซียเช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ในประเทศแต่ชาวบาหลีก็มีภาษาบาหลีเป็นของตัวเองซึ่งนอกจากจะพูดต่างกันแล้วยังมีตัวอักษรใช้เขียนของตนด้วย ภาษาบาหลีมี 3 ระดับ คือ แบบไม่เป็นทางการจะใช้พูดกับคนแปลกหน้า และราชาศัพท์ใช้กับราชวงศ์ชั้นสูงและนักบวช